เกษียณแล้วเป็นอธิการบดีได้หรือไม่

http://runt-of-the-web.comในอดีตมหาวิทยาลัยต่างๆ ต้องขึ้นตรงกับทบวงมหาวิทยาลัย การบริหารงานขาดความคล่องตัว ต้องเป็นไปตามระบบราชการ ทุกอย่างขึ้นตรงกับส่วนกลาง จึงเกิดแนวความคิดให้อิสระทางวิชาการแก่สถาบันอุดมศึกษา เกิดเป็นพระราชบัญญัติจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ที่ใช้หลักการกระจายอำนาจ การควบคุมดูแลเชิงนโยบาย ให้เป็นหน้าที่ของสภาของสถาบันนั้นๆ ดูแลกันเอง สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจมากมาย สามารถอนุมัติหลักสูตรได้เอง บัญญัติระเบียบข้อบังคับทั้งด้านการบริหารบุคคล กำหนดระเบียบการเงินให้จ่ายค่าตอบแทนให้ผู้บริหารและกรรมการสภาเพิ่มขึ้นได้เอง

มีอำนาจเลือกผู้บริหารตั้งแต่อธิการบดีลงไปจนถึงระดับคณบดี ที่แม้ผ่านการสรรหามา แต่ก็เป็นการสรรหาที่มีกรรมการสภามหาวิทยาลัยนั้นๆ เข้าไปเป็นกรรมการเกินครึ่ง จนการสรรหาคณบดี อธิการบดี แต่ละครั้งไม่ต่างจากการแต่งตั้ง

เมื่อสภาแต่งตั้งอธิการบดี อธิการบดีก็เลือกกรรมการสภาให้เป็นคนที่จะเลือกตนเองในครั้งต่อไป แลกกันตอบแทนอยู่เช่นนี้ จนได้ชื่อว่าเป็นสภาเกาหลัง คือผลัดกันเกาหลังที่ตัวเองเกาไม่ได้ ก็ให้เพื่อนเกาให้ แล้วก็สลับให้คนที่ถูกเกา มาเป็นคนเกาบ้าง

อย่างนี้ก็เหมือนกับว่าอธิการบดีแต่งตั้งตัวเองเป็นอธิการบดีในวาระที่สอง ถ้าเป็นอธิบดีกรมต่างๆ เขายังถูกแต่งตั้งโดยเจ้ากระทรวง ไม่มีอธิบดีไหนแต่งตั้งตัวเองได้

และเมื่อแต่งตั้งตัวเองได้เช่นนี้ เมื่อถึงเวลาเกษียนอายุราชการไปแล้วแต่ก็ยังอยากเป็นอธิการบดีอยู่ ก็สามารถใช้กลไกสภาเกาหลังพรรคพวกตัวเองเลือกตนเข้าไปใหม่ ทั้งๆที่ไม่มีสถานภาพใดๆแล้วในมหาวิทยาลัยนั้น

เป็นการฉวยโอกาสที่รัฐกระจายอำนาจให้เกิดเสรีภาพทางวิชาการให้กับมหาวิทยาลัย มาหาผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้องอย่างไม่ละอายใดๆ

กรณี มทร. อีสาน

กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้น และมีคำพิพากษาของศาลปกครองชี้ให้เห็นแล้วว่า ผู้ที่เกษียณอายุราชการแล้ว เป็นอธิการบดี หรือรักษาราชการแทนอธิการบดี ไม่ได้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

เมื่อปี 2552 อธิการบดีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ทั้ง 9 แห่ง ต่างพากันหมดวาระพร้อมๆ กัน และในครั้งนี้แต่ละ มทร. ก็มีสภามหาวิทยาลัยของตนเอง จึงได้มีการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี ในต่างกรรมต่างวาระกัน ในครั้งนี้ มทร. อีสาน ได้มีการประชุมสภามหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2552 เพื่อพิจารณาเลือกผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีแทน รศ. วินิจ โชติสว่าง ซึ่งจะดำรงตำแหน่งครบวาระในวันที่ 14 สิงหาคม 2552

แต่ในการประชุมครั้งนั้น ที่ประชุมมีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับสิทธิการลงคะแนนของกรรมการบางคนจนหาข้อยุติไม่ได้ จนกระทั่ง ศ. สุจินต์ จินายน ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกสภาในขณะนั้น ได้กล่าวว่าจะลาออกจากตำแหน่ง แต่ก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ดำเนินการประชุมต่อไป จนได้มีการเลือกนายวิโรจน์ ลิ้มไขแสง เป็นอธิการบดีคนใหม่

ต่อมาสภา มทร. อีสาน ได้มีการประชุม เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2552 โดย ศ. สุจินต์ ยังคงมาปฏิบัติหน้าที่นายกสภา เพื่อพิจารณาแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีที่จะพ้นจากตำแหน่งในวันที่ 14 สิงหาคม 2552 และที่ประชุมได้ลงมติแต่งตั้ง รศ. วินิจ โชติสว่าง เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี ท่ามกลางเสียงคัดค้านการประชุมในครั้งนี้ของสภาคณาจารย์และข้าราชการ

ดังนั้น รศ. จิระพันธ์ ห้วยแสน ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ มทร. อีสาน ในขณะนั้นและกรรมการอีก 3 คน ได้ร่วมกันฟ้องต่อศาลปกครองนครราชสีมา ด้วยเห็นว่า การที่ ศ. สุจินต์ ลาออกจากตำแหน่งนายกสภา แม้จะเป็นการลาออกด้วยวาจา แต่ก็มีผลแล้ว การที่ท่านยังดำเนินการประชุมเพื่อแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี จึงทำให้เป็นการประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้ง รศ. วินิจ ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียในการจะได้รับแต่งตั้งให้รักษาราชการแทนอธิการบดี ก็เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ด้วย

ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษา

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 (3 ปีถัดมา) ศาลปกครองนครราชสีมา อ่านคำพิพากษา ให้เพิกถอนคำสั่งสภา มทร. อีสาน ที่แต่งตั้งให้ รศ. วินิจ รักษาราชการแทนอธิการบดี โดยให้เหตุผลว่า ผู้ดำรงตำแหน่ง และผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี นอกจากจะต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่ง พรบ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2548 แล้ว ยังต้องเป็นข้าราชการพลเรือนหรือเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา  ตาม พรบ. ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้ตำแหน่งอธิการบดีซึ่งเป็นตำแหน่งผู้บริหารนั้น มีตำแหน่งเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และมาตรา 65/2 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้ พนักงานในสถาบันอุดมศึกษามีสิทธิที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้

กรณี มทร. ศรีวิชัย

เกิดกรณีคล้ายๆ กันกับ มทร. อีสานขึ้นที่ มทร. ศรีวิชัย และเกิดขึ้นหลังกรณี มทร. อีสานเพียงวันเดียว คือเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2552 ได้มีการสรรหาอธิการบดี มทร. ศรีวิชัย ปรากฎว่า รศ. ประชีพ ชูพันธ์ ได้รับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีอีกวาระหนึ่ง โดยในขณะที่อยู่ระหว่างการเสนอเรื่องเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนั้น จะต้องมีผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีไปพลางก่อน

ต่อมาจึงได้มีการประชุมสภา มทร. ศรีวิชัย เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2552 เพื่อพิจารณาอนุมัติให้ รศ. ประชีพ รักษาราชการแทนอธิการบดี ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2552 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

แต่ ผศ. เรวัตร เจยาคม ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ มทร. ศรีวิชัย ในขณะนั้น ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว เพราะเห็นว่า รศ. ประชีพ ได้เกษียณอายุราชการไปแล้วเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2550 จึงไม่มีสถานภาพใดๆ ในมหาวิทยาลัย เพียงแต่ปฏิบัติหน้าที่ให้ครบตามวาระ 4 ปี เท่านั้น จึงไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับแต่งตั้งให้รักษาราชการแทนอธิการบดี จึงได้ฟ้องต่อศาลปกครองสงขลา ขอให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งรักษาราชการแทนอธิการบดี

ศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองสงขลา) ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 ให้เพิกถอนคำสั่งนายกสภา มทร. ศรีวิชัย ที่แต่งตั้ง รศ. ประชีพ รักษาราชการแทนอธิการบดี โดยให้มีผลย้อนหลังไปจนถึงวันที่ออกคำสั่งนี้

มทร. ศรีวิชัย อุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุด ต่อมา เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2557 ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจาก รศ. ประชีพ ได้ลาออกจากการรักษาราชการแทนอธิการบดี มทร. ศรีวิชัยแล้ว ทำให้มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีสิ้นผลการบังคับ ศาลปกครองจึงไม่มีเหตุจะต้องออกคำบังคับให้เพิกถอนคำสั่งสภา มทร. ศรีวิชัยอีก

อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่า คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลปกครองสูงสุด มิได้ลบล้างคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ที่ระบุเหตุแห่งการเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งรักษาราชการแทนอธิการบดี ที่เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ได้รับการแต่งตั้ง ที่ต้องเป็นข้าราชการพลเรือน หรือพนักงาน ในสถาบันอุดมศึกษา

ดังนั้น ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอธิการบดี หรือรักษาราชการแทนอธิการบดี จะต้องเป็นข้าราชการพลเรือนหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา หรืออีกนัยหนึ่ง ผู้ที่เกษียณราชการแล้ว เป็นอธิการบดีไม่ได้

แต่ในปี 2559 นี้เอง สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ได้ตอบข้อหารือของ มทร. อีสาน มาว่า ผู้ที่เกษียณราชการแล้ว ยังคงดำรงตำแหน่งผู้บริหารต่อไปได้จนครบวาระ ซึ่งขัดแย้งกับคำพิพากษาของศาลปกครองทั้งสองกรณีดังกล่าว

แม้กรณี มทร. ศรีวิชัย จ ะจบคดีไปแล้ว โดยศาลปกครองสูงสุดจำหน่ายคดีออกจากสารบบ แต่กรณี มทร. อีสาน ยังไม่จบ โดยศาลปกครองสูงสุด นัดอ่านคำพิพากษา ในวันที่ 7 ธันวาคม 2559 เวลา 11.00 น. ณ ศาลปกครองนครราชสีมา

ในกรณีนี้ ศาลคงมิได้จำหน่ายคดีออกจากสารบบ เพราะมีการนัดอ่านคำพิพากษา ไม่ใช่นัดฟังคำสั่งศาล ดังนั้น หากพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คงจะเกิดบรรทัดฐานชัดเจนกันเสียที และบรรดาผู้บริหารที่แต่งตั้งกันมาจากบุคคลภายนอกโดยเฉพาะผู้อาวุโสมากประสบการณ์ที่เกษียณอายุแล้ว จะต้องร่วงจากตำแหน่งกันเป็นระนาว แต่หากพิพากษาในแนวรัฐศาสตร์ทำนองว่า รศ. วินิจได้พ้นตำแหน่งไปแล้ว มูลเหตุแห่งคดีสิ้นผล จึงไม่ต้องมีคำพิพากษา เช่นนั้นบรรดามหาวิทยาลัยต่างๆ คงจะได้ใจพากันแต่งตั้งผู้บริหารจากฟอสซิลกันเป็นทิวแถว

คำพิพากษาครั้งนี้จึงเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายของชาวอุดมศึกษา

(หมายเหตุ บทความนี้เขียนเมื่อ 22 พ.ย. 59 แก้ไขเพิ่มเติม 26 พ.ย. 59)

ล่าสุด 7 พ.ย. 59 เมื่อเวลา 11.00 น. ศาลปกครองสูงสุดอ่านคำพิพากษา โดยพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น (ศาลปกครองนครราชสีมา) เป็นอันชี้ขาดประเด็นเกษียณราชการแล้วเป็นผู้บริหารได้หรือไม่

เกี่ยวกับ drcharoen

Professor
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Work คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s