คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด

7755สืบเนื่องจากที่ผู้เขียนได้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นคณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นวาระที่ 2 โดยได้นำเสนอวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหาเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2554 แต่คณะกรรมการสรรหาคณบดี กลับไม่เสนอชื่อผู้เขียนต่อสภามหาวิทยาลัย ทั้งๆ ที่มีผู้เขียนสมัครเพียงรายเดียว และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อบังคับ

ต่อมา ผู้เขียนจึงได้ฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ) และศาลปกครองชั้นต้นได้พิพากษาเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2555 ให้เพิกถอนประกาศคณะกรรมการสรรหาคณบดี คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ เรื่อง ผลการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ลงวันที่ 7 มกราคม 2554 ที่ไม่เสนอชื่อผู้เขียนต่อสภามหาวิทยาลัย และให้คณะกรรมการสรรหาดังกล่าว ดำเนินการประชุมเพื่อพิจารณาใหม่ ดังรายละเอียดที่ได้เคยบรรยายไว้แล้วต่อไปนี้

https://drcharoen.wordpress.com/2012/07/24/admn-crt-verdict/

ในที่สุดวันนี้ 1 มิถุนายน 2559 ศาลปกครองสูงสุด ได้อ่านคำพิพากษา โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

ศาลให้หลักการ

“… ในการแต่งตั้งคณบดี พรบ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2548 มาตรา 17 (10) และมาตรา 34 วรรคสอง บัญญัติให้สภามหาวิทยาลัยเป็นผู้มีอำนาจสรรหาคัดเลือกและแต่งตั้ง โดยการสรรหาให้ดำเนินการตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย คดีนี้ข้อบังคับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ว่าด้วยการสรรหาคณบดี พ.ศ. 2552 กำหนดให้มหาวิทยาลัยแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาคณบดีขึ้นคณะหนึ่ง มีหน้าที่รวบรวมรายชื่อผู้สมัครและผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ และพิจารณากลั่นกรองเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้ที่เหมาะสมไม่เกินกว่าสองรายชื่อ แล้วจัดทำบัญชีรายชื่อเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณาเลือกบุคคลจากบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาเสนอมาจำนวนหนึ่งคนเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณบดี

เมื่อกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้สภามหาวิทยาลัยเป็นผู้มีอำนาจสรรหาคัดเลือกและแต่งตั้งคณบดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีฐานะเป็นเพียงกลไกของสภามหาวิทยาลัยในการสรรหาคัดเลือกคณบดีเท่านั้น การทำหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีแม้ข้อบังคับมหาวิทยาลัยดังกล่าวจะกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้ที่เหมาะสม อันเป็นการกำหนดให้มีอำนาจดุลพินิจก็ตาม แต่การใช้ดุลพินิจดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีก็จะต้องอยู่ในขอบเขตของบทบาทหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้คือการเป็นกลไกหรือเป็นผู้ช่วยตระเตรียมการให้กับสภามหาวิทยาลัยในการสรรหาคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณบดี การใช้ดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องไม่ให้เป็นการก้าวล่วงไปใช้อำนาจแทนสภามหาวิทยาลัยในการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณบดี ซึ่งจะเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ ในการรวบรวมรายชื่อผู้สม้ครและผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อและกลั่นกรองเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้ที่เหมาะสมเพื่อจัดทำบัญชีรายชื่อเสนอให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณานั้น การใช้ดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องเป็นเพียงการกลั่นกรองคุณสมบัติของผู้สมัครและผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อในเบื้องต้นว่าเป็นไปตามที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้หรือไม่

การจะตัดสิทธิบุคคลใดในชั้นนี้จะต้องมีเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอว่าบุคคลนั้นมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมที่จะเข้ารับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งคณบดี อย่างไร เพื่อมิให้มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจหรือกลั่นแกล้งตัดสิทธิบุคคลใด อันเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบ

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการพิจารณากลั่นกรองของผู้ถูกฟ้องคดี หากปรากฎว่ามีผู้ที่มีคุณสมบัติเบื้องต้นเหมาะสมตามที่กฎหมายกำหนดไม่เกินกว่าสองคน ผู้ถูกฟ้องคดีก็มีหน้าที่จะต้องจัดทำบัญชีรายชื่อตามข้อเท็จจริงเสนอให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณาคัดเลือกต่อไป แต่หากปรากฎว่ามีผู้ที่มีคุณสมบัติเบื้องต้นเหมาะสมมากกว่าสองคน ผู้ถูกฟ้องคดีก็มีหน้าที่ต้องใช้ดุลพินิจกลั่นกรองเพื่อคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติเบื้องต้นเหมาะสมที่สุดให้เหลือสองคนเสนอให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณา

คำพิพากษา (ดาวน์โหลดฉบับเต็ม)

คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในการสรรหาคัดเลือกคณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีประกาศกำหนดให้มีการรับสมัครผู้ที่มีความสนใจและเปิดโอกาสให้มีการเสนอชื่อโดยคณาจารย์หรือข้าราชการในคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553  ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2553 ปรากฎว่ามีผู้ฟ้องคดีเป็นผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นคณบดีเพียงคนเดียว และไม่มีผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหา ผู้ถูกฟ้องคดีจึงกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีนำเสนอกรอบแนวคิดในการนำคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ไปสู่การพัฒนาเชิงคุณภาพอย่างยั่งยืนในวันที่ 7 มกราคม 2554 ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้เสนอกรอบแนวคิดต่อผู้ถูกฟ้องคดีในวันดังกล่าว หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีได้พิจารณาผู้ที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นคณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ในคราวประชุมครั้งที่ 3/2553 เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2554 ซึ่งตามรายงานการประชุมครั้งดังกล่าวระบุว่าที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะไม่เสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ต่อสภามหาวิทยาลัย จึงได้มีประกาศเรื่อง ผลการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาฯ ลงวันที่ 7 มกราคม 2554 โดยไม่เสนอรายชื่อผู้ใดเป็นผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์

ต่อมา ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2554 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีเสนอ กรณีไม่เสนอรายชื่อผู้ที่เหมาะสมให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณาเลือกและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ในครั้งนี้ โดยมอบมหาวิทยาลัยฯ แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดินไปสักระยะหนึ่ง เพื่อบริหารความขัดแย้ง ให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีของบุคลากรในคณะได้ในระดับหนึ่งเสียก่อน แล้วจึงพิจารณาดำเนินการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ในโอกาสต่อไป

เห็นว่า เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นคณบดีเพียงคนเดียว ประกอบกับผู้ฟ้องคดีได้นำเสนอกรอบแนวคิดในการนำคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ไปสู่การพัฒนาเชิงคุณภาพอย่างยั่งยืนตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีกำหนดแล้ว อีกทั้งไม่ปรากฎว่าผู้ฟ้องคดีมีคุณสมบัติต้องห้ามตามข้อ 5 ของข้อบังคับฯ นอกจากนั้นข้อเท็จจริงยังรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเคยดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์มาแล้วเป็นเวลา 4 ปี ก่อนที่จะมีการประกาศสรรหาคัดเลือกในครั้งนี้ และในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งคณบดีดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีได้รับการประเมินผลการปฏิบัติงานจากคณะกรรมการประเมินคุณภาพภายใน ได้คะแนนประเมินในภาพรวมทุกด้านอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีก็มิได้คัดค้านผลการประเมินนี้ว่าไม่ถูกต้องแต่อย่างใด

ผู้ถูกฟ้องคดีได้ประชุมพิจารณาผลการสรรหาและมีมติว่าจะไม่เสนอชื่อผู้ฟ้องคดีให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณาในการประชุมครั้งที่ 3/2553 เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2554 โดยมิได้แสดงเหตุผลให้ปรากฎในรายงานการประชุมครั้งดังกล่าวว่าเหตุใดจึงไม่เสนอชื่อผู้ฟ้องคดีต่อสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ต่อไป นอกจากนี้ ยังปรากฎข้อเท็จจริงว่า กรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีจำนวน 3 คน จากจำนวนทั้งหมด 7 คน ได้มีหนังสือถึงนายกสภามหาวิทยาลัย ลงวันที่ 21 มกราคม 2554 คัดค้านกรณีที่ประธานของผู้ถูกฟ้องคดีไม่เสนอชื่อผู้เข้ารับการสรรหาฯ ต่อสภามหาวิทยาลัย โดยระบุว่า ในการประชุมพิจารณาผลการสรรหาของผู้ถูกฟ้องคดีในวันที่ 7 มกราคม 2554 ประธานของผู้ถูกฟ้องคดีได้สรุปว่าจะไม่เสนอชื่อผู้ฟ้องคดีต่อสภามหาวิทยาลัยฯ แต่กรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 3 คนดังกล่าวคัดค้านว่าไม่เห็นด้วยกับการไม่เสนอชื่อผู้ฟ้องคดีแต่ไม่เป็นผล

จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงมีข้อพิรุธอย่างยิ่งว่ารายงานการประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีครั้งที่ 3/2553 เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2554 มติที่ประชุมที่ระบุว่าผู้ถูกฟ้องคดีมีมติเป็นเอกฉันท์ถูกต้องหรือไม่ ทั้งรายงานการประชุมก็มิได้มีการรับรองโดยผู้ถูกฟ้องคดีแต่อย่างใด จากหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องและข้อเท็จจริงที่ได้วินิจฉัยมาโดยลำดับ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีมติในการประชุมครั้งที่ 3/2553 เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2554 ที่มีมติไม่เสนอชื่อผู้ฟ้องคดีให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณา จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นประกาศของผู้ถูกฟ้องคดี เรื่อง ผลการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่้งคณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ลงวันที่ 7 มกราคม 2554 ที่ไม่เสนอชื่อผู้ฟ้องคดีต่อสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่สอง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีมติไม่เสนอชื่อผู้ฟ้องคดีให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือไม่

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีมติไม่เสนอชื่อผู้ฟ้องคดีให้สภามหาวิทยาลัยฯ พิจารณา เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และประกาศของผู้ถูกฟ้องคดี เรื่อง ผลการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ประกาศตามมติที่ประชุมครั้งดังกล่าว เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้จากข้อเท็จจริงที่ปรากฎ ผู้ฟ้องคดีมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกำหนดชอบแล้ว โดยไม่ปรากฎว่าผู้ฟ้องคดีมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมอย่างไรอย่างชัดแจ้ง ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีพึงจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ว่าด้วยการสรรหาคณบดี พ.ศ. 2552 ข้อ 8 ที่กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่รวบรวมรายชื่อผู้สมัครและผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อและพิจารณากลั่นกรองเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้ที่เหมาะสมไม่เกินกว่าสองรายชื่อ แล้วเสนอบัญชีรายชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณา โดยจะต้องเสนอรายชื่อผู้ฟ้องคดีต่อสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาต่อไป ดังนั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ดำเนินการดังกล่าว จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

อย่างไรก็ตาม การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนประกาศ เรื่อง ผลการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ที่ไม่เสนอชื่อผู้ฟ้องคดีต่อสภามหาวิทยาลัย และให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการประชุมเพื่อพิจารณาว่า ผู้ฟ้องคดีสมควารได้รับการเสนอชื่อต่อสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์หรือไม่ ตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนด ภายใน 30 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุดนั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยบางส่วน โดยเห็นควรมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเพื่อให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น สอดคล้องตามข้อเท็จจริงที่ปรากฎและหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนประกาศ เรื่อง ผลการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ลงวันที่ 7 มกราคม 2554 ที่ไม่เสนอชื่อผู้ฟ้องคดีต่อสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่มีการออกประกาศดังกล่าวเป็นต้นไป และให้ผู้ถูกฟ้องคดีเสนอชื่อผู้ฟ้องคดีต่อสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เพื่อพิจารณาตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา

เกี่ยวกับ drcharoen

Professor
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Work คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

1 ตอบกลับที่ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด

  1. ให้กำลังใจพี่กบครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s