จะเที่ยวญี่ปุ่นเองต้องทำไง

DSCF1978เมื่อ 21 – 29 มีนาคม เราเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นโดยวางแผนเดินทางกันเองทั้งหมด ตอนแรกจะไปช่วงปิดเทอมเดือนตุลาคม 2557 แต่จองตั๋วเครื่องบินไม่ทัน หากต้องการราคาไม่แพงเราต้องจองล่วงหน้านานๆ เราจึงเลื่อนการเดินทางออกไปเป็นช่วงปิดเทอมใหญ่มีนาคม 58 ซึ่งก็ตรงกับฤดูดอกซากูระบานพอดี บทความนี้จะแบ่งปันวิธีการเตรียมเดินทางแบบเที่ยวด้วยตัวเองราคาประหยัดและเกร็ดเล็กๆน้อยๆ ในการท่องเที่ยวญี่ปุ่นให้ราบรื่นตามอัตภาพของการเที่ยวด้วยตัวเอง

จองตั๋วเครื่องบิน

ก่อนอื่นเราต้องกำหนดวันเดินทางไป และวันเดินทางกลับให้ได้เสียก่อน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภารกิจหน้าที่การงานของแต่ละคน แต่ระยะเวลาที่อยู่ในญี่ปุ่นไม่ควรสั้นเกินไปนัก เพราะการเที่ยวด้วยตัวเอง ทำให้เรามีเวลาเอ้อระเหยค่อยๆ ชื่นชมทิวทัศน์หรือทอดน่องช้อปปิ้ง ย่อมต้องใช้เวลามากกว่าโปรแกรมทัวร์ตามปกติทั่วไป

เราเลือกเดินทางกลางดึกคืนวันที่ 20 มีนาคม ไปถึง Narita สนามบินที่ Tokyo เช้าวันเสาร์ที่ 21 และบินกลับเที่ยงคืนของคืนวันที่ 29 จาก Osaka Kansai Airport ถึงดอนเมืองเช้าตรู่ ตี 4 วันที่ 30 รวมมีเวลาเที่ยว 9 วัน

สายการบินที่ใช้คือ Air Asia X หากจองล่วงหน้าเนิ่นๆ จะได้ราคาเที่ยวละไม่กี่พัน คราวนี้ไปกลับเราได้คนละ 12,000 บาท มีเศษพวกภาษีนั่นนี่หน่อยๆ บวกค่าน้ำหนักกระเป๋าอีก 40 กิโลกรัม เอาไว้โหลดสัมภาระ ถ้าไม่ซื้อไว้จะโดนชาร์จบานตะไท น้ำหนักที่เกินจากนี้ ย้ายไปใส่กระเป๋าใบเล็กถือขึ้นเครื่อง เพราะตอนเช็คอินเจ้าหน้าที่เคร่งครัดไม่ยอมให้น้ำหนักเกินไปแม้แต่ขีดเดียว

และเวลาจองตั๋วจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต ต้องดูดีๆ มันจะให้เราซื้อประกัน ซื้อนั่นนี่เสริม เราต้องกดออกให้หมด

บนเครื่องสายการบินราคาถูก จะไม่มีอาหารเลี้ยง เราต้องซื้อมาล่วงหน้าหรือไปสั่งกินบนเครื่อง แต่เราบินกลางดึกและต้องการนอนพักผ่อนไว้เตรียมเที่ยวตอนไปถึงเลย จึงไม่สั่งอาหารไว้ แต่อาจซื้อน้ำดื่มบนเครื่องสักขวดดับกระหาย แต่ขากลับ เราสามารถเอาขวดเปล่าไปเติมน้ำดื่มจากอ่างน้ำดื่มภายในห้องพักผู้โดยสารหลังจากผ่านด่านตรวจสอบกระเป๋ามาแล้ว นำขึ้นไปดื่มบนเครื่องได้

จองที่พัก

ลำดับถัดไปที่จะต้องรีบจองคือที่พัก เพราะบ้านพักราคาถูกจะหายไปจากระบบจองผ่านเว็บอย่างรวดเร็วหากปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ดังนั้นเราต้องวางแผนคร่าวๆ ก่อนว่า จะเที่ยวเมืองไหนบ้าง แล้วจึงค้นหาที่พักในเมืองที่เราจะไปค้าง สำหรับทริปนี้ เรากำหนดว่าจะนอนโตเกียว 2 คืน นอนแถวๆ ฮาโกเน่ (Hakone) 1 คืน นอนเกียวโต (Kyoto) 5 คืน เพื่อเที่ยวเกียวโต โอซากะ (Osaka) Universal Studio หรืออาจไป นาระ (Nara) ด้วย ก็นอนที่เดิมตลอดไม่ต้องขนกระเป๋าย้ายไปย้ายมา

เส้นทางเที่ยวที่วางแผนไว้

บังเอิญมาค้นพบเว็บ www.airbnb.com ซึ่งเป็นเว็บสำหรับจองบ้านพักที่เจ้าของบ้านเปิดรับให้แขกมาพักด้วย ราคาห้องพักสำหรับครอบครัว 4 คนถูกกว่าพักแบบโรงแรม 2 – 3 ดาวเสียอีก และเราสามารถอ่านรีวิวของคนที่เคยไปพักบ้านนั้นๆ มาก่อน ว่าเจ้าของบ้านเป็นยังไง ห้องพักเป็นยังไง

ในที่สุดเราได้พักกับบ้านชาวญี่ปุ่นที่ย่านอยู่อาศัยชานกรุงโตเกียว เพียงนั่งรถไฟยี่สิบนาที เป็นห้องนอนส่วนตัวของเราเอง มีเตียง และปูที่นอนกับพื้นรวมนอนได้ 4 คน ซื้ออาหารการกินมานั่งเปิด heater ให้อบอุ่นแสนสบายก่อนอาบน้ำนอน

ที่ฮาโกเน่ เราคงจะจองช้าไป เหลือแต่บ้านแพงๆ เราจึงขยายบริเวณค้นหาออกมาพบเกสเฮ้าส์ ที่เมืองฟูจิโนมิย่า (Fujinomiya) ทางด้านใต้ของภูเขาไฟฟูจิ บ้านนี้เป็นเกสเฮ้าส์ จึงพบครอบครัวอื่นมาพักอยู่ด้วย ห้องครัวและห้องกินอาหารใช้ร่วมกัน แต่เราได้ห้องนอนของเราเอง มีเตียง 2 ชั้นอยู่ 6 เตียง เลือกนอนเอา

บ้านสุดยอดประสบการณ์จากเว็บ airbnb คือบ้านที่นอกเมืองเกียวโต เจ้าของบ้านชื่อจอนนี่ (ย่อจาก Jonathan) เป็นชาวอังกฤษที่มาอยู่ญ๊่ปุ่นได้ 25 ปีแล้ว เป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัย ขับรถสปอร์ตจากัวร์หรู อยู่ตัวคนเดียว บ้านของท่านอลังการมากสำหรับมาตรฐานของชาวญี่ปุ่น บริเวณที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าซากะโมโต (Sakamoto) มีวัด บ้านเรือน ร้านค้าแบบเก่าๆ มีร้านโซบะอายุ 300 ปี หลังร้านเป็นสวนญี่ปุ่นงดงาม บ้านของจอนนี่เอง เป็นบ้าน 2 ชั้น มีห้องนอน 4 ห้อง ห้องอาบน้ำหนึ่ง ห้องส้วม 2 ห้องครัว ห้องรับแขก ห้องกินข้าว ห้องดูทีวี หรูหราสุดๆ ทุกห้องมี heater ประจำห้อง แต่ราคา โอว พัก 4 คน แกให้ 2 ห้องนอน รวมราคา 8,000 เยนต่อคืน (ไม่เกิน 2,500 บาท)

นอกจากนั้นยังบริการรับส่งที่สถานีรถไฟไปบ้าน เช้าจะออกไปเที่ยวก็ไปส่งสถานี เย็นกลับมามืดค่ำแค่ไหน ก็มารับจากสถานีกลับไปบ้าน แถมพาเดินเล่นชมเมืองซากะโมโตด้วย เรากลายเป็นเพื่อนกันมากกว่าเป็นผู้เช่าบ้าน

การเดินทางในญี่ปุ่น

จากสนามบินนาริตะ ไปย่านใจกลางเมืองโตเกียว มีวิธีเดินทางได้หลายแบบ ทั้งรถไฟและรถเมล์ แต่ที่สมควรใช้คือรถไฟเคไซสกายไลเนอร์ (Keisei Skyliner) ใช้เวลา 41 นาทีถึงสถานีอูเอโนะ (Ueno) ซื้อตั๋วได้ที่เคาเตอร์ขายตั๋วรถไฟชั้นล่างของสนามบิน ราคาตั๋วเที่ยวเดียว รวมตั๋วเหมารถใต้ดิน 2 วัน ราคา 3,200 เยน ประหยัดจากซื้อแยกจากตั๋วรถใต้ดินไปตั้ง 1,270 เยน

http://www.keisei.co.jp/keisei/tetudou/skyliner/us/value_ticket/subway.html

สำหรับการเดินทางระหว่างเมือง หลายๆ เว็บ หลายๆ คน ให้ซื้อตั๋ว JR pass 7 วัน แต่เราลองคำนวณดูว่า ถ้าเช่ารถขับเอง จะคุ้มไหม ก็พบว่า ค่าใช้จ่ายพอๆ กัน แต่สะดวกกว่ากันมาก แต่เมื่อมาทบทวนดูดีๆ พบว่าแม้บนทางด่วนก็จำกัดความเร็วให้วิ่งได้แค่ 80 กม/ชม หากเราจะขับจากฟูจิโนมิยะ ไปเกียวโต คงจะใช้เวลาครึ่งวัน แต่ถ้านั่งรถไฟชินกันเซน จะใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง เราจึงเลือกเช่ารถขับเพียงช่วงจากโตเกียว ไปเที่ยวรอบๆ ฮาโกเน่ และไปคืนรถเช่าที่ ชิสุโอกะ (Shizuoka) เพื่อขึ้นรถชินกันเซนไปเกียวโต

นอกจากนั้นเว็บ jprail ก็บอกเราว่า ถ้าเราไม่นั่งรถไฟย้อนไปย้อนมา ไปเมืองนั้นเมืองนี้มากมายนัก ตั๋วพาส 7 วันก็ไม่คุ้มเพราะราคาแพงถึง 29,110 เยน เราจึงเลือกจะซื้อตั๋วเอาทีละเที่ยว จะไปไหนก็ซื้อตั๋วเอา เพราะต่อให้มีพาส 7 วัน เราก็ต้องซื้อตั๋วพาสสำหรับรถเมล์รถใต้ดินของแต่ละเมืองอยู่ดี

การเช่ารถ

เราสามารถจองรถเช่าได้จากบริษัทตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย แต่ราคาจะแพงกว่าเช่าที่ญี่ปุ่นนิดหน่อย นอกจากนั้นเรายังเลือกสาขารับรถได้ไม่มาก แต่ถ้าให้เพื่อนคนญี่ปุ่นช่วยจองให้ เราจะใช้เว็บ Toyota Rent a Car ตรวจสอบสถานที่รับรถที่ใกล้ที่พักเราที่สุด แล้วส่งข้อมูลให้เพื่อนโทรไปจองรถ ในเว็บนี้มีเบอร์โทรแบบไม่เสียเงินจากต่างประเทศ แต่ไม่มั่นใจว่าเขาจะพูดภาษาอังกฤษได้ จึงใช้คนญี่ปุ่นจองให้เป็นการดีที่สุด

ตอนไปรับรถที่อู่ ก็ควรมีคนญี่ปุ่นไปด้วย เพื่อเจรจากับพนักงานได้เข้าใจ เพราะจะต้องมีการเซ็นสัญญา และตรวจสภาพรถ และจ่ายเงิน ส่วนการขับรถก็ง่ายดายเพราะมี GPS นำทาง ถนนหนทางก็ไม่มีคนขับปาดซ้ายปาดขวา เพียงแต่ต้องเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด

พนักงานที่บริษัทรถเช่า

พนักงานที่บริษัทรถเช่า

IMAG4083

ป่ายบอกทางบนถนนหลวงชัดเจนดี

 

ข้อควรทราบอีกประการคือถนนทางหลวงในญี่ปุ่นจะมีด่านเก็บเงินอยู่ตลอดทาง ที่จอดรถตามแหล่งท่องเที่ยวก็มักจะต้องเสียเงิน ดังนั้นต้องจัดงบประมาณส่วนนี้ไว้ด้วย

การเดินทางในเมืองใหญ่

สำหรับโตเกียว เราซื้อตั๋วรถไฟสนามบิน รวมกับตั๋วรถใต้ดินไว้แล้ว สามารถใช้รถใต้ดินเที่ยวในเมืองโตเกียวได้ทั้งวัน แล้วแต่ว่าซื้อแบบ 1, 2 หรือ 3 วัน แต่ถ้าออกไปนอกเมืองที่รถใต้ดินไปไม่ถึง เราต้องใช้รถไฟ JR ซึ่งสามารถซื้อตั๋วแยกต่างหากทีละเที่ยวได้ที่สถานีด้วยเครื่องจำหน่ายตั๋วแบบหยอดเหรียญ (ซึ่งรับธนบัตรด้วย)

เครื่องจำหน่ายตั๋วรถไฟ

เครื่องจำหน่ายตั๋วรถไฟ บนจอบอกราคาตั๋วที่เราเลือกกดได้

ที่เกียวโต สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งวัดวาอาราม สวนสาธารณะ และย่านอะราชิยาม่า สามารถเดินทางไปโดยรถเมล์ เราจึงควรใช้ตั๋วรถเมล์แบบเหมาวัน เพราะรถใต้ดินในเกียวโต ไม่ค่อยจะผ่านที่ท่องเที่ยวเท่าใดนัก ซื้อตั๋วรถเมล์เหมาวันราคา 500 เยน คุ้มที่สุด เพราะนั่งรถเมล์เที่ยวเดียวก็ราคา 220 เยนแล้ว ต่อรถ 3 รอบก็คุ้มค่าตั๋วแล้ว ส่วนตั๋วรถเมล์รวมรถใต้ดินแบบเหมาทั้งวัน ราคา 1,200 เยน เราจะแทบไม่ได้ใช้รถไฟใต้ดินเลย

http://www.insidekyoto.com/special-kyoto-bus-train-subway-passes

ตั๋วรถเมล์เหมาวัน ซื้อได้ที่สถานีรถเมล์ Bus station หน้าสถานีรถไฟเกียวโต

ส่วนโอซากะ มีระบบรถไฟทั้ง JR และรถใต้ดินเกี่ยวพันกันวุ่นวายไปหมด แต่แหล่งสำคัญที่เราไปในครั้งนี้ มีเพียงปราสาทโอซากะ และห้างสรรพสินค้า เราจึงเดินทางโดยรถไฟ JR โดยซื้อตั๋วทีละเที่ยวจากตู้หยอดตามสถานี

เว็บไซต์ที่ใช้ค้นหารถไฟและเวลารถไฟออก ทำให้เราวางแผนได้ว่าจะต่อขบวนไหน เวลาใด

http://www.hyperdia.com/en

ตู้ล๊อกเกอร์ฝากกระเป๋าหยอดเหรียญ จะได้ไม่ต้องลากไปเที่ยวด้วย

ตู้ล๊อกเกอร์ฝากกระเป๋าหยอดเหรียญ จะได้ไม่ต้องลากไปเที่ยวด้วย

ใช้เน็ตยังไงดี

ในประเทศไทยมีบริษัทตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ pocket wifi และ prepaid sim card สำหรับใช้ต่อเน็ตระหว่างเดินทางในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเราสามารถพกไปจากเมืองไทยได้เลย แต่เมื่อเราไปถึงสนามบินนาริตะ ก็พบว่ามีเคาเตอร์ให้บริการเช่า pocket wifi และจำหน่าย sim card หลายแห่ง แต่สำหรับทริปนี้ เราจะทดลองใช้ free wifi internet ที่มี hot spot เป็นพันๆ จุดทั่วประเทศ และแม้จะต่อเน็ตตามสถานที่เหล่านี้ไม่ได้ เราก็ยังมีเน็ตที่บ้านพัก ซึ่งบ้านทุกหลังที่เราไปพักล้วนมี wifi ฟรีให้ใช้ทั้งสิ้น

หากจะใช้เน็ตฟรีๆ ตามจุด hot spot ต่างๆ ตามกฎหมายของญี่ปุ่น ก่อนจะเล่นเน็ตได้ เราต้องลงทะเบียนผ่านทาง browser ก่อน โดยกรอกชื่อนามสกุล อีเมล์ ฯลฯ แล้วจึงจะได้รับรหัสผ่านสำหรับเข้าสู่ระบบ พอเปลี่ยนจุด hot spot ไปที่อื่น ก็ต้องลงทะเบียนใหม่ เป็นที่ยุ่งยากยิ่งนัก แต่มี app ที่สามารถ download มาใส่โทรศัพท์มือถือที่ช่วยให้เราลงทะเบียนครั้งเดียว ใช้ wifi hot spot ได้ทั่วประเทศ นั่นคือ Japan Connected

IMAG4135

ก็สถานีรถไฟมันมีเน็ตฟรีให้ใช้นี่นา

 

ผลจากการทดลอง พบว่า เราสามารถต่อเน็ตได้โดยอัตโนมัติจาก free wifi ที่สนามบินนาริตะ สนามบินคันไซ ที่โอซากะ สถานีรถไฟใหญ่ๆ เช่น Ueno, Shinjuku, Kyoto, Osaka, และที่สะดวกมากๆ คือตามร้าน 7-11 มี wifi ทุกร้าน และ app นี้ก็ช่วยให้เราต่อเน็ตได้อย่างสะดวกสบาย

จึงขอแนะนำให้โหลดแอพตัวนี้และลงทะเบียนไว้ก่อนให้เรียบร้อยก่อนเดินทางไปญี่ปุ่น

Universal Studios

ถ้าไปถึงโอซากะ ไม่เที่ยว Universal Studios ถือว่าพลาด เพราะมีเครื่องเล่นสุดฮิตและสุดมันส์ คือ Harry Potter and the Forbidden Journey ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนขี่ไม้กวาดตามแฮรี่ไปเล่นควิดิช หรือวิ่งไล่จับกับมังกรอยู่บนหลังคาโรงเรียนฮ๊อกส์วอร์ด อันนี้ขอแนะนำให้คุณย่าคุณยายนั่งคอยอยู่ข้างนอกจะดีที่สุด เพราะมันหวาดเสียวและสุดมันอย่างไม่เคยพบมาก่อน

DSCF2242

หน้าโรงเรียนฮ๊อกส์วอร์ตวิทยา

ปกติคิวเข้าเล่นเครื่องเล่นอันนี้จะนานประมาณ 2 ชั่วโมง! และมีคนเขียนวิธีวิ่งไปแย่งเล่นให้ได้เล่นอย่างเร็วที่สุดในเว็บพันทิพแล้ว แต่เราสามารถซื้อตั๋วด่วนพิเศษ (Express Pass 5) จากร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่น คือร้าน Lawson โดยต้องฝากเพื่อนชาวญี่ปุ่นซื้อให้ หรือจะซื้อกับตัวแทนจำหน่ายในเมืองไทยก็ได้ โดยราคาที่ Lawson 4,700 เยน อันนี้ต้องจ่ายเพิ่มต่างหากจากค่าผ่านประตูซึ่งราคา 7,200 เยน

http://www.usj.co.jp/e/ticket/

ตั๋วทางด่วน Express Pass นี้ จะระบุเวลาที่เราจะต้องเข้าไปในบริเวณของ Harry Potter และรอบเวลาที่เราจะไปเข้าแถวเล่นเครื่องเล่น เช่น คราวนี้เราได้รอบ 11.40 ต้องไปถึงทางเข้าเขตแฮรี่ และจะต้องไปเข้าเล่นเครื่องเล่นเวลา 12.00 น. และถึงจะเป็นตั๋วทางด่วน แต่เราก็ต้องไปเข้าแถวระยะหนึ่งอยู่ดี จึงควรไปให้ตรงเวลา อย่าได้ชะล่าใจว่ามีตั๋วทางด่วนแล้วจะได้เข้าไปเล่นเลย

อีกเครื่องเล่นหนึ่งที่เกมเมอร์ที่บ้านระบุ (สั่ง) มาว่าจะต้องเล่นให้ได้ คือ BioHazard, Resident Evil the Escape เป็นเหมือนการแสดงที่ผู้ชมเป็นส่วนหนึ่งของตัวละคร ที่ต้องไขปริศนาเพื่อหนีออกจากสถานีโทรทัศน์ที่ถูกซอมบี้โจมตีภายในเวลา 60 นาที แต่ภาษาที่ใช้ในการแสดงเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด ก็ไม่ทราบว่าคนไทยจะไปเล่นทำไม แต่คนที่ไปเล่นออกมาก็บอกว่าสุดยอด

http://www.usj.co.jp/e/universal-cool-japan2015/biohazard/

อันนี้ไม่รวมในค่าบัตรผ่านประตู และไม่อยู่ในบัตรทางด่วน Express Pass 5 จึงต้องไปซื้อตั๋วเพิ่มที่ใกล้ๆ ทางเข้าสถานีโทรทัศน์สมมุติดังกล่าวในราคาถึงคนละ 3,000 เยน แต่จะเปิดแสดงถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2558 เท่านั้น

จัดโปรแกรมเที่ยว

ในการจัดโปรแกรมเที่ยวแต่ละวัน ควรพิจารณาสภาพร่างกายของสมาชิกในทีมที่จะเดินทางด้วยกัน เราต้องเผื่อเวลาในการต่อรถไฟ และการเดินจากสถานีไปยังสถานที่เที่ยว ตลอดจนการเลือกหาร้านอาหาร และเวลาในการนั่ง (หรือยืน) รับประทาน และเผื่อเวลาหลงทางด้วย ดังนั้นเราอาจจะไม่ได้จำนวนสถานที่เที่ยวเท่ากับในโปรแกรมของบริษัททัวร์ แต่เราอาจจะชดเชยจำนวนที่เที่ยวเมื่อเทียบกับทัวร์ได้ ตอนที่ทัวร์จะพาไปช้อปปิ้งหมดเวลาเป็นครึ่งวัน แต่เราอาจลดเวลาช้อปลง

แต่ละวันก็เลือกสถานที่เที่ยวที่อยู่ในเส้นทางเดียวกัน เช่นในโตเกียว วัดเซนโซจิ กับสวนสุมิดะ อยู่ไม่ไกลจากกันมากนัก สามารถเดินไปได้ และสวนสาธารณะอูเอโนะ ก็อยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟ จากสถานีอาสะกูซะ (Asakusa) นั่งรถใต้ดินไปนิดเดียว

หรืออย่างในเกียวโต ก็เที่ยววัดน้ำใส (Kiyomizu-dera) และศาลเจ้ายาซะกะ (Yasaka Shrine) กับสวนสาธารณะ Maruyama ซึ่งอยู่ห่างกันป้ายรถเมล์เดียว แล้วก็ข้ามถนนมาเดินเล่นย่านกิออน ทีตอน 6 โมงเย็นจะมีเกอิชาเดินผ่านไปทำงาน ส่วนวัดทอง (Kinkakuji) และอาราชิยามา (Arashiyama) ควรจัดเป็นทริปอีกวันหนึ่งต่างหาก ดังโปรแกรมเที่ยวตัวอย่างข้างล่างนี้ หากท่านจะลอกไปใช้เลยก็ไม่ขัดข้อง

http://japantrip.pen.io/

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในแต่ละเมือง ท่านสามารถเลือกเที่ยวเอาได้จากเว็บ

http://www.japan-guide.com/

เกี่ยวกับ drcharoen

Professor
เรื่องนี้ถูกเขียนใน Travel และติดป้ายกำกับ , , , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s