อยากให้คนไทยหัดปฏิเสธ

หลายครั้งที่รอคำตอบจากเพื่อนฝูง คำพูดที่ต้องการคือ “ไป” หรือ “ไม่ไป” ทุกครั้งคำตอบที่ได้รับคือ “ดูก่อน” หรือ “ถ้าไม่ติดอะไรนะ” หรือ “ก็ลองดู” หลายครั้งที่อยากปฏิเสธเพือ่นๆ เหมือนกัน แต่ทุกครั้งที่ตอบเพื่อนๆ ไปก็จะตอบไปแบบเดียวกันคือ “อาจจะไป” นิสัยไทยๆ แบบนี้ก็ถูกนำไปใช้ในการทำงานเช่นกัน เช่นถ้าไปเจรจาเรื่องสำคัญ ถ้าเจ้านายตอบลูกน้องว่า “ไม่” ลูกน้องก็จะเอาไปบ่นกับคนอื่น ว่า “นายไม่เอาว่ะ” ดังนั้น เจ้านายต้องบอกว่า “ก็ลองดู” หรือ “รอไปก่อนนะ”

นิสัยคนไทยคือขี้เกรงใจ ถ้าปฏิเสธไป เขาจะเสียน้ำใจ ดังนั้นจึงต้องแบ่งรับแบ่งสู้ แต่มารยาทไทยแบบนี้ ทำให้คนทำงานไม่สามารถจัดงานได้อย่างถูกต้อง เช่นในการจัดงานเลี้ยงงานหนึ่ง มีผู้ตอบรับไปร่วมงานจำนวน 100 คน เจ้าภาพจะต้องจ่ายเงินมัดจำร้านอาหาร หรือห้องจัดเลี้ยงของโรงแรม ในภาษาการจัดเลี้ยง เรียกว่าการันตี หากเจ้าภาพการันตีจำนวน 100 คน เมื่อถึงวันจัดงานจริง คนมาเพียง 70 คน เจ้าภาพจะต้องจ่ายเงินให้กับร้านอาหารหรือโรงแรมเต็มจำนวน 100 คน

ไม่ว่าการจัดงานส่วนตัว หรือจัดงานสัมมนาของทางราชการ ก็จะต้องมีเงินของใครสักคนหนึ่งที่จะต้องใช้จ่ายเป็นค่าอาหาร ถ้าเป็นงานเลี้ยงส่วนตัว เช่นงานแต่งงาน งานสังสรรค์เลี้ยงรุ่น เจ้าภาพก็เป็นคนจ่าย ถ้าเป็นงานของทางราชการ หน่วยงานที่จัดงานนั้น ก็ต้องเป็นคนจ่ายจากเงินภาษีของประชาชน

หากคนที่บอกว่าจะไปร่วมงาน แต่อยู่ๆ ก็ไม่ไป เจ้าภาพก็ต้องจ่ายเงินส่วนเกินนั้นให้กับร้านอาหาร โดยไม่ได้รับเงินคืนมาจากคนที่ไม่ไปร่วมงาน เช่นในงานเลี้ยงส่วนตัว เจ้าภาพก็มักจะได้รับเงินช่วยเป็นซองที่แขกช่วยงานมา หรือถ้าเป็นงานเลี้ยงรุ่น เพื่อนๆ ที่ไปร่วมงานก็จะหารกันออก หรืองานสัมมนาของทางราชการ ก็จะใช้ลายเซ็นของผู้มาร่วมงาน ไปตั้งเบิกจากกองคลัง แต่ถ้าขาดลายเซ็นไป 30 คน หน่วยงานที่จัดงาน จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายให้โรงแรม

แต่เนื่องจากทุกคนรู้นิสัยคนไทยกันเป็นอย่างดี เวลาจัดงานประมาณ 100 คน จึงมักจะต้องการันตีกับทางโรงแรมไว้เพียง 70 คน แต่ถ้าคนเกิดมาถึง 100 คนจริงๆ ทางโรงแรมก็อาจจะจัดอาหารไว้ไม่เพียงพอ แล้วก็เกิดอาหารไม่พอ เกิดอาการไม่พอใจจากแขก

ย้อนกลับมาที่การตอบรับตอบปฏิเสธในชีวิตประจำวัน ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แน่ละ การจราจรในกรุงเทพมหานคร มันเอาแน่ไม่ได้ แม้เราจะอยากไปเจอกับเพื่อนๆ ที่ชวนให้ไปกินข้าวด้วย แต่พอนึกถึงสภาพการจราจรระหว่างทาง กว่าจะถึงจุดหมาย ก็ทำให้เราท้อใจตั้งแต่ยังไม่ออกจากบ้าน การ “แบ่งรับแบ่งสู้” จึงเป็นสิ่งที่กระทำกันเป็นปกติและยอมรับได้ในสังคมไทย

ในทางตรงกันข้าม เวลาเราเชิญคนไทยไปงานไหนก็ตาม แขกที่เราเชิญ มักจะพาคนสนิทติดสอยห้อยตามไปด้วย โดยไม่ต้องบอกกล่าวกับเจ้าภาพ เพราะวัฒนธรรมไทย ยินดีต้อนรับทุกคน ลักษณะอาหารไทยของเราก็เป็นแบบสำรับ จะมีคนเกินมาคนสองคน ก็ไม่เกินความสามารถของคุณนายในครัว

แต่ถ้าเป็นวัฒนธรรมต่างประเทศ เขาเชิญใคร ก็เชิญเพียงคนนั้น และผู้รับเชิญจะต้องตอบยืนยัน RSVP เพราะอาหารฝรั่งนั้น ทำไว้เท่าจำนวนคนจริงๆ คนมี 10 คน ก็มีเนื้อสเต็ก 10 ชิ้น มีขนมเค้ก 10 ชิ้น มีไวน์ 10 แก้ว ถ้าหากแขกรับเชิญตอบไปว่า “ถ้าไม่ติดอะไรก็จะไป” เขาคงจะไม่เข้าใจคำตอบนี้เป็นแน่ ว่าตกลงจะทำสเต็กไว้ให้ท่านผู้นั้นหรือไม่

ทั้งหมดที่บ่นมานี้ ก็อาจเป็นเพียงการเปรียบเทียบ เพราะการไม่รู้จักปฎิเสธในเรื่องของงาน น่าจะทำความลำบากและเสียหายให้กับประเทศชาติได้มากกว่าการไม่ไปงานเลี้ยง

เมื่อใดที่ผู้เขียนตอบใครๆ ไปว่า “ไม่ไป” หรือ “ผมไม่ทำ” มักจะได้รับคำตอบทางสายตา เหมือนว่าได้พูดอะไรหยาบคายหรือก้าวร้าวออกไป แต่เราก็จะสบายใจว่า เราได้ชัดเจนไปแล้ว ว่าสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย คือสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย ไม่ใช่ตอบแบบการทูตที่ผมเคยฟังมาจากคนที่ยังเป็นใหญ่อยู่ในปัจจุบัน “ก็ลองดู” และ “เอาไว้ก่อน”

เพราะเหตุนี้เอง เขาถึงยังเป็นใหญ่เป็นโต

ปล. ที่มาบ่นเรื่องนี้ เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ชวนเพื่อนร่วมงานไปกินข้าวก็ไม่เห็นจะปฏิเสธ ถึงเวลาหายจ้อย

เกี่ยวกับ drcharoen

Professor
เรื่องนี้ถูกเขียนใน Life และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s