อุปสรรคการทำงานสภาคณาจารย์ฯ

คำเตือน บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัว ในเว็บส่วนตัว หากจะสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใด โปรดอย่าอ่านต่อ แต่ถ้าจะอ่านก็ห้ามนำไปเป็นอารมณ์หรือนำไปใช้ต่อต้านผมในการสรรหาผู้บริหารในอนาคต เพราะผมเคยโดนมาแล้ว 555

เมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2556 ผมได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการสภาคณาจารย์และข้าราชการ มทร. ธัญบุรี ด้วยคะแนนเสียง 178 เสียง มาเป็นลำดับต้นๆ ของผู้ได้รับเลือกตั้ง

ตั้งแต่วันแรกที่ประชุมกัน ก็มีสิ่งที่ทำให้ผมเริ่มเห็นแล้วว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะมาทำอะไรที่นี่ ทั้งๆ ที่สภาคณาจารย์ควรจะเป็นตัวแทนให้กับบุคลากร เป็นปากเสียงสะท้อนความคิดความรู้สึกและข้อแนะนำสิ่งที่ควรจำทำ เพราะเราก็เห็นๆ กันอยู่ว่าเรื่องบางเรื่อง ควรจะทำ และแม้จะทำก็ง่ายๆ แต่ว่าที่ผ่านมา ไม่มีใครทำ เหตุผลเพราะอะไรผมจะค่อยๆ วิเคราะห์ให้ฟังต่อไป

แต่ที่จะเล่าคราวนี้คือตั้งแต่ประชุมวันแรก ผมก็เห็นความพยายามควบคุมแทรกแซงการทำงานของสภาฯ โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกตัวประธานสภาคณาจารย์

เรื่องผ่านมา 1 ปี แล้ว แต่ผมยังไม่ได้เอามาพูดถึง แต่วันนี้ได้เวลาแล้ว ในโอกาสครบ 1 ปีของการทำงานของสภาฯ ชุดนี้… ในวันนั้นเราจะต้องเลือกตั้งประธานสภาคณาจารย์ฯ คนที่คุยกับผมนอกรอบ ว่าไม่รู้จะเลือกใครเลย มีคนมาขอเสียงเต็มไปหมด กลับเป็นคนที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานเสียเอง ส่วนคนที่บอกผมนอกรอบ ว่าจะแข่งขันกับผมแบบแฟร์ๆ เพื่อรับเลือกตั้งเป็นประธานสภา พอถึงเวลากลับไม่สมัคร

จึงทำให้ทราบว่ามีการสับขาหลอกผมมาตลอด นี่เป็นเรื่องแรกที่ทำให้เห็นว่า มีคนเกรงกลัวผมอยู่มิใช่น้อย หากผมได้รับตำแหน่งประธานสภาคณาจารย์ฯ มันจะเกิดอะไรขึ้น!!! ……(สมการที่ 1)

ดังนั้นจึงต้องกันผมออกไปจากตำแหน่งนี้ให้ได้

ต่อมาก็เป็นบรรยากาศในการประชุมกรรมการ ซึ่งมีกันทุกต้นเดือน ผมพบว่า กรรมการส่วนมากจะมานั่งเงียบๆ ไม่ค่อยมีใครจะเสนอความเห็นหรือพูดอะไรให้เป็นผลเสียแก่ตัวเอง

ไม่ว่าจะมีงานอะไรที่จะต้องทำ ก็ไม่มีใครคิดจะทำ ไม่มีใครเสนอตัวทำ ไม่มีใครออกความเห็น ไม่มีใครร่างโครงการ ไม่มีใครร่างหนังสือราชการ ทุกอย่างถ้ามีสิ่งที่ต้องทำ ก็จะโยนไปให้เจ้าหน้าที่เป็นคนทำ

ผมเคยเป็นคณบดีมาก่อน ไม่ว่าหนังสือราชการอันใด ถ้าไม่ใช่เรื่องที่ทำอยู่ทุกวันๆ จนเจ้าหน้าที่สามารถร่างหนังสือเองได้ เราในฐานะผู้กำหนดงานนั้นๆ ก็ต้องเป็นคนร่างหนังสือเอง รวมทั้งรองคณบดีต่างๆ ด้วย

แต่ที่นี่ ผมเคยถามเจ้าหน้าที่ ว่าเรื่องนั้น เจ้าของเรื่องเขาร่างมาให้หรือเปล่า คำตอบคือเจ้าหน้าที่ต้องร่างเอง

บางคนก็ไม่อยากจะเสนออะไร เพราะพอเสนอแล้วก็มักจะมีคำพูดที่ว่า ใครเสนออะไร คนนั้นก็ทำ

แต่จะเขียนแบบเหมารวมก็ไม่ถูกต้อง มีกรรมการบางท่านทุ่มเทช่วยงานทุกเรื่อง ยิ่งทำยิ่งถูกตำหนิ ถูกตั้งคำถาม ทำให้เสียกำลังใจไปหลายครั้งต้องมาระบายกับผม ซึ่งผมก็ได้ถ่ายทอดวิชาใจหินให้กับเขาไป

อันนั้นไม่เท่าไหร่ เป็นเรื่องเล็กน้อยยอมรับกันได้ แต่สิ่งที่สภาคณาจารย์ควรจะผลักดัน ควรจะนำเสนอวาระต่อสภามหาวิทยาลัย กลับมัวแต่ยึกยัก ตั้งท่า ตั้งอนุกรรมการพิจารณากันก่อน แล้วในที่สุดมันก็เงียบหายไป เพราะไม่มีคณะอนุกรรมการชุดใดจะนัดประชุมกันเลย

บางเรื่องมีประเด็นที่ควรจะนำเสนอให้มหาวิทยาลัยปรับปรุงแก้ไข แต่กรรมการบริหารสภาบางท่าน กลับทำตัวเป็น “โฆษกรัฐบาล” ว่า มหาวิทยาลัยกำลังทำอยู่แล้ว กำลังร่างระเบียบอยู่ ต่อไปจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ต้องห่วงนะ

แล้วไอ้ที่ว่าแก้ไขแล้วน่ะ มันแก้หรือยังล่ะ

หน้าที่ของสภาคณาจารย์และข้าราชการ คือรับฟังรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของบุคลากรแล้วนำเสนอต่อผู้บริหาร

ล่าสุดเราได้จัดสัมมนาประจำปี 2557 ไปเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2557 โดยมี 2 หัวข้อหลักที่เรานำมาเป็นประเด็นเสวนา นั่นคือเรื่องความก้าวหน้าทางตำแหน่ง (ทั้งตำแหน่งทางวิชาการและตำแหน่งของข้าราชการสายสนับสนุน) กับเรื่องการปรับปรุงระบบบริหารงานวิจัย ทั้งนี้เพื่อหาประเด็นว่ายังมีสิ่งใดที่ควรจะแก้ไขปรับปรุง

IMG_41515667329992ทำให้เราได้ความคิดจะนำไปจัดประชุมระดมความเห็นจากกรรมการประจำคณะ เพื่อช่วยร่างแก้ไขระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่ควรจะแก้ และเราเห็นๆ กันอยู่ ว่า มันยังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งนี้เราใช้โอกาสที่มหาวิทยาลัยให้สภาฯ เสนอแผนงานในยุทธศาสตร์วาระเร่งด่วน จัดโครงการสัมมนาการมีส่วนร่วมของบุคลากรต่อการพัฒนามหาวิทยาลัย โดยตั้งใจจะเชิญกรรมการประจำคณะ ประเภทคณาจารย์ประจำ และบุคลากรสายสนับสนุน รวมกับกรรมการสภาคณาจารย์ฯ จะมีผู้เข้าร่วมถึง 90 คน

กว่าจะร่างกำหนดการสัมมนาขึ้นมาได้ ต้องใช้สมองในการคิดสร้างสรรค์ ไม่ให้งานออกมาเป็นการบรรยายๆๆๆๆ พูดๆๆๆ ให้คนไปนั่งฟังๆๆๆๆ เหมือนที่ทำๆๆๆ กันมาตลอดๆๆๆๆ จนได้โครงการสัมมนามา

ปรากฎว่าโครงการไม่ได้รับอนุมัติ

เหตุผลคือมหาวิทยาลัยต้องการให้สภาฯ จัดสัมมนาร่วมกับผู้บริหารก่อน เพื่อให้สภาฯ ทราบก่อนว่า ขณะนี้ฝ่ายบริหารได้แก้ไขอะไรไปแล้ว ทั้งนี้ เมื่อนำไปประชุมกับบุคลากร สภาฯ จะได้สื่อสารกับบุคลากรได้ถูกต้องว่าเรื่องใดแก้ไขแล้วก็ไม่ต้องดำเนินการ

แต่ผมมองว่า เมื่อผมขยับแบบนี้ โดยจะนำประชากรส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะกรรมการประจำคณะ ประเภทคณาจารย์ประจำ รวมๆ แล้วก็ 44 คน มาแสดงความเห็นกัน ก็อาจจะเกิดผลกระทบกับฝ่ายบริหาร และนี่ก็ตอกย้ำ (สมการที่ 1) ที่วางไว้ในย่อหน้าแรกๆ

ไม่มีใครหรอกครับ ที่อยากถูกวิพากษ์วิจารณ์ เพียงแต่ท่านไม่เข้าใจว่า เรามิได้ไปจัดสัมมนาเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ แต่เราไประดมความคิด เพื่อนำข้อเสนอแนะมาเสนอต่อท่าน สิ่งใดที่ท่านทำไปแล้ว ท่านก็เพียงแต่บอกว่าเรื่องนี้ทำแล้ว สิ่งใดที่ท่านทำไม่ได้ หรือไม่อยากทำ ก็เพียงแต่ไม่ทำ

ไม่เป็นไรครับ สำหรับผม ถือว่าได้ทำหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการสภาคณาจารย์แล้ว ไม่ว่าจะมีอุปสรรคอย่างไร ผมก็ชักจะสนุกกับการสร้างงานพวกนี้ แล้วคอยดูผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หวังว่าเพื่อนๆ คณาจารย์ จะยังสนับสนุนผมให้ทำงานแบบนี้ต่อไป

หมายเหตุ ขณะนี้ผมกำลังร่างโครงการสัมมนาร่วมกับผู้บริหาร คาดว่าจะจัดในเดือนสิงหาคมนี้ และโครงการมีส่วนร่วมของกรรมการประจำคณะ คงจะได้จัดในปีงบประมาณ 2558


ผ่านมา 1 ปี

ตุลาคม 2558 มีการเลือกตั้งประธานสภาคณาจารย์ฯ คนใหม่ เพราะคนเก่าเกษียณอายุราชการ ผมก็ลงสมัครเช่นเดิม โดยคนอื่นไม่มีใครคิดจะสมัครแล้วเพราะรู้ว่าลงไปก็ไม่ได้ แต่ผมก็อยากรู้เหมือนกันไง ว่าเห็นการทำงานกันมาจะสองปีแล้ว ยังจะเลือกประธานตามคำสั่งกันอยู่หรือไม่

ปรากฎว่าก็โดนสับขาหลอกเหมือนเดิม 555

ตอนนี้ดวงตาเห็นธรรม (ธรรมะ แปลว่าความจริง) ประชากรส่วนใหญ่ของมหาลัย ไม่สนใจสภาคณาจารย์ ไม่คิดว่าตัวแทนไม่กี่คนนี้ จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรได้ สิ่งที่เป็นอยู่ก็ไม่ได้กระทบกับชีวิตประจำวันของเขา สภามหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิเกาหลังก็ไม่เดือดร้อนแต่อย่างใด จะเสนอหลักสูตรใหม่เข้าไปแต่ละทีต้องผ่านการซักฟอกจากคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยมากมายหลายขั้นตอน ฯลฯ

จัดประชุมสัมมนาให้บุคลากรทั้งมหาลัยเข้าฟัง ก็มากันแบบกระท่อนกระแท่น จัดโปรแกรมให้น่าสนใจเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หน้าที่การงานของเขา เขาก็มาเซ็นชื่อรับขนมเบรคแล้วก็เดินกลับไป บ้างก็อยู่นานหน่อยถึงมื้อกลางวันตอนบ่ายก็กลับไป เสวนาภาคบ่ายแทบไม่เหลือผู้ฟัง

แล้วเราจะไปแข่งเป็นประธานไปทำไม ประธานสภาคณาจารย์ฯ ต้องเป็นผู้ใหญ่ เข้าไปนั่งในสภามหาลัยโดยตำแหน่ง ต้องไปนั่งเงียบๆ พยักหน้า ผงกหัว แสดงความเห็นด้วยเออออห่อหมก อย่าได้ไปยกมือพูดจาให้เป็นที่รำคาญ คนอย่างเราไม่เหมาะสมหรอก เพื่อนๆสมาชิกเขาก็คิดเช่นนั้นเขาถึงไม่เลือกเรา

แต่ว่ามีหลายคนที่บอกว่าจะเลือกเรา นับได้จำนวนเกินกว่าเสียงที่เราได้รับเลือก อย่างนี้หมายความว่ามีคนโกหกใช่ไหม ทำงานกับคนโกหกจะทำกันได้เหรอ คนเป็นครูบาอาจารย์ โกหกได้เนียนๆ นิ่มๆ อย่างนี้เราอยากอยู่ในสังคมแบบนี้หรือ

ทำไมเขาต้องโกหก ถ้าเราถามแล้วเขาตอบว่าไม่เลือก เราก็จะไม่ชอบเขา อย่างนี้ใช่ไหม

ไม่เป็นไร ที่ผ่านมาเราเชื่อคนง่ายเอง

ต่อไปนี้จะสงบเสงี่ยมเจียมตัว

เกี่ยวกับ drcharoen

Professor
เรื่องนี้ถูกเขียนใน Work และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s