ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องคดี 157

ตามที่ผมได้ลงสมัครรับการสรรหาเป็นคณบดี ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เมื่อต้นปี 2554 และเป็นผู้สมัครเพียงรายเดียว แต่เมื่อได้นำเสนอวิสัยทัศน์การบริหารงานต่อหน้าคณะกรรมกรรมการสรรหาทั้ง 6 ท่าน ไปเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2554 ทางคณะกรรมการสรรหาได้มีประกาศไม่เสนอชื่อผู้ใดให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณาคัดเลือกเป็นคณบดี

ผมเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงทำหนังสือร้องเรียนต่อสภามหาวิทยาลัย และได้คำตอบในภายหลังว่ากรรมการอุทธรณ์ร้องทุกข์ที่แต่งตั้งโดยสภามหาวิทยาลัยมีความเห็นว่าคณะกรรมการสรรหานั้นทำถูกต้องตามข้อบังคับแล้ว เมื่่อพิจารณาเห็นว่าไม่มีผู้เหมาะสมในขณะนั้น ก็ไม่ต้องเสนอชื่อผู้ใดก็ได้

ต่อมาผมได้ฟ้องต่อศาลปกครองกลาง และศาลได้พิพากษาให้ประกาศของคณะกรรมการสรรหาคณบดีนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ทางฝ่ายกฎหมายของมหาวิทยาลัยได้อุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ขณะนี้คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา

ในเรื่องเดียวกันนี้ เมื่อผมเห็นว่าคณะกรรมการสรรหาบางท่าน กระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผมได้รับความเสียหาย ผมจึงได้ฟ้องต่อศาลอาญา ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

(ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ)

เวลาล่วงเลยมาปีกว่า ผ่านการเลื่อนนัดศาลหลายครั้ง ทั้งเพื่อให้ไปเจรจาประนีประนอมกัน และติดน้ำท่วม ในที่สุดได้มีการไต่สวนมูลฟ้องโดยมีพยานโจทก์ขึ้นให้การต่อศาลรวม 3 คน

วันนี้ศาลอ่านคำพิพากษา มีใจความสรุปว่า ตามข้อ 8 แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัย ว่าด้วยการสรรหาคณบดี

(ให้คณะกรรมการสรรหารวบรวมรายชื่อผู้สมัครและผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ และพิจารณากลั่นกรองเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้ที่เหมาะสมไม่เกินกว่าสองรายชื่อ แล้วจัดทำบัญชีรายชื่อตามลำดับตัวอักษร พร้อมประมวลประวัติ ผลงาน ข้อมูลรายละเอียดที่ใช้ในการประกอบการพิจารณาเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณา)

ข้อบังคับดังกล่าวให้อำนาจคณะกรรมการสรรหา ในการ “พิจารณากลั่นกรอง” และมิได้กำหนดบังคับว่า คณะกรรมการสรรหาจะต้องส่งรายชื่อผู้ใดให้สภาพิจารณา ดังนั้นหากคณะกรรมการสรรหาพิจารณาแล้วว่า ไม่มีผู้ใดสมควรได้รับการเสนอชื่อ ก็อาจไม่เสนอชื่อต่อสภาได้

อีกทั้งการพิจารณาคัดเลือกคณบดี ก็มิได้เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาแต่เพียงอย่างเดียว เพราะสภามหาวิทยาลัยยังมีอำนาจในการคัดเลือกคณบดีด้วย ดังนั้นเมื่อคณะกรรมการสรรหาไม่เสนอชื่อผู้ใด และประธานคณะกรรมการสรรหาได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยแล้ว สภาฯ ก็มีมติเห็นชอบในการกระทำดังกล่าว

ที่โจทก์อ้างว่าในการประชุมคณะกรรมการสรรหา มีกรรมการจำนวน 3 คน ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว โดยประธานคณะกรรมการได้ใช้สิทธิสรุปมติการประชุมและจัดทำประกาศไม่เสนอชื่อโจทก์ ก็มิได้มีกรรมการคนใดขอให้บันทึกโต้แย้งไว้เป็นหลักฐาน

คำฟ้องของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายกฟ้อง

[tweet https://twitter.com/dr_charoen/status/284150400511275008]

ข้อสังเกต

  • แม้ศาลปกครองกลางจะพิพากษาให้ประกาศของคณะกรรมการสรรหาไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลอาญากลับพิพากษายกฟ้อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าศาลแต่ละศาลไม่จำเป็นต้องพิพากษาไปในทางเดียวกัน
  • การบริหารงานของมหาวิทยาลัยต่างๆ ในปัจจุบันมีอิสระมากจนเหมือนกับผู้บริหารสามารถสั่งการได้ทุกอย่าง ดังเช่นบทความในสื่อต่างๆ ได้เคยวิเคราะห์ไว้เช่น บทความนี้ และการสรรหาคณบดีในครั้งนี้ก็เช่นกัน แทบจะเรียกได้ว่าการสรรหาครั้งนี้ เป็นการแต่งตั้ง (หรือไม่แต่งตั้ง) เสียมากกว่า

เกี่ยวกับ drcharoen

Professor
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Work คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s