คนช่างพูด

คิดว่าท่านผู้อ่านคงได้เคยเจอมาบ้าง คนช่างพูด ที่พูดอยู่คนเดียวไม่ฟังคนอื่นไม่ว่าเค้าจะพูดถึงเรื่องอะไรกัน ท่านเป็นต้องรู้เรื่องนั้นเป็นอย่างดีที่สุด และต้องรู้มากกว่าเพื่อน พอมีใครแสดงความเห็นบ้าง ท่านก็พูดแทรก ขัดจังหวะ เกทับ บลัฟแหลก คนอื่นพูดผิด ท่านพูดถูก

ลองนึกสมมุติว่าการประชุมครั้งหนึ่ง มีคนช่างพูดอยู่อย่างน้อย 2 ท่าน และมีผู้ร่วมประชุมอื่นๆ อีกเป็นสิบ แต่การประชุมครั้งนั้นแทบจะได้รับฟังความเห็นจากผู้มีประสบการณ์กว้างขวางเพียงสองท่าน ที่ประชุมไม่มีโอกาสได้รับฟังความเห็นของคนอื่นๆ

นักพูดสองท่านนั้น ต่างคนต่างเก่ง ต่างคนต่างไม่ยอมกัน ต่างคนต่างพูดทับกัน นั่นคือคนแรกยังพูดไม่จบ ส่วนมากเพียงได้เอ่ยออกมาประโยคเดียว อีกคนก็แทรกขึ้นมาด้วยเสียงอันดังกว่า ผลัดกันเป็นเช่นนี้

ยิ่งถ้านักพูดเป็นประธานในที่ประชุม หรือเป็นหัวหน้า หรือมีอาวุโสกว่า ผู้น้อยย่อมไม่กล้าแย่งพูด แน่นอน การประชุมนั้นหาเป็นการประชุมไม่ แต่เป็นการเรียกลูกน้องมาสั่งงาน และเวลาที่เหลือเป็นการบ่น และการโม้ ของหัวหน้า

คนที่ช่างพูด เมื่ออยู่ในวงสนทนา ก็จะเป็นผู้นำการสนทนา เนื้อหาต่างๆ ก็จะไปในทางที่เขากำหนด เมื่อเรื่องไกลตัวเริ่มหมด เขาก็ต้องวกกลับเข้ามาเรื่องใกล้ตัวของเขา ดังนั้น เมื่อเราได้คุยกับคนช่างพูด เราก็จะได้รู้จักนิสัยใจคอ อาชีพการงาน แนวทางทำธุรกิจ ปรัชญาการดำรงชีวิต จำนวนบุตรหลาน ชีวิตการศึกษาในอดีต การเติบโตในอาชีพการงาน และรายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับตัวเขา

จะว่าไปก็มีข้อดีคือเราได้รับข้อมูลอันเป็นประโยชน์ โลกทัศน์ของเราได้กว้างขึ้น

ข้อเสียน่าจะตกอยู่กับส่วนรวม ถ้าเป็นการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจอาจจะมาจากการชี้นำของคนช่างพูดเพียงไม่กี่คน การตัดสินใจบางเรื่องอาจจะไม่ตรงใจกับความเห็นในใจของคนบางคนที่ไม่ได้พูด แต่ไม่กล้าแสดงความเห็นออกมา เพราะกลัวว่าจะเป็นความเห็นที่ถูกผู้ที่มีบทบาทในการพูด การชี้นำนั้นไม่สนับสนุน แล้วก็จะต้องเสียหน้า

ถ้าเป็นการพูดคุยกันในหมู่เพื่อนฝูง ถ้าเป็นเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานๆ แล้วเพื่อนช่างพูด เราก็ยังอยากฟัง เพราะไม่ได้เจอกันมาหลายปี ได้ฟังเขาเล่าเรื่องชีวิตของเขาช่วงที่เราไม่เจอกันก็สนุกดี แม้จะเป็นการสนทนาแบบพับโต๊ะ นั่นคือฝ่ายหนึ่งฟังอย่างเดียว อีกฝ่ายพูดอย่างเดียว แต่ถ้าเจอกันบ่อยๆ เข้า แล้วเป็นเช่นนี้ตลอด ไปๆ มาๆ เพื่อนที่เป็นฝ่ายฟังอย่างเดียว ก็อาจจะไม่อยากมาเจอกันแล้ว เพราะธรรมดาปุถุชน ก็อยากจะได้ “โม้” ในความสำเร็จของตัวเองบ้าง แต่ถ้าไม่มีโอกาสเลย ก็จะหมดความสนุกที่จะได้เจอเพื่อน

ดังนั้นทักษะการเข้าสังคมในเรื่องการพูดนี้ จึงเป็นทักษะที่สำคัญ หากเรามีความรู้ประสบการณ์กว้างขวางมากมาย แล้วสามารถนำมาถ่ายทอดให้ผู้ฟังได้ฟังอย่างน่าสนใจ แต่ก็ยังเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเหมาะสม ก็จะเป็นการสนทนาที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าเอาแต่พูดฝ่ายเดียว แล้วคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะต้องนั่งนิ่งหูตั้งฟังเราพล่ามโดยอนุญาตให้เขาพูดได้แค่คำว่า “อ้อ ครับ จริงด้วยครับ เหรอครับ แล้วไงอีกครับ” อย่างนี้เราก็ต้องเปลี่ยนผู้ฟังไปเรื่อยๆ เพราะผู้ฟังคนเดิมเขาทนเราไม่ไหวแล้ว

ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราเป็นคนพูดไม่เป็น หรือเงียบเหมือนเตมีย์ใบ้ หรือกลัวดอกพิกุลจะร่วง ผู้คนที่สนทนากับเราก็จะอึดอัด เพราะเขาต้องเป็นฝ่ายหาคำถามมาป้อนเรา เพื่อให้เราตอบมาคำเดียว แล้วก็เงียบกันไปอีกสิบนาที กว่าเขาจะหาคำถามถัดไปมาถาม แล้วก็ตอบมาอีกคำหนึ่ง อย่างนี้ก็เกินไป

นี่แหละ โลกนี้มันหาความสะมะดุล มิได้

เกี่ยวกับ drcharoen

Professor
เรื่องนี้ถูกเขียนใน Work และติดป้ายกำกับ , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s