อายุห้าสิบยังแจ๋ว

เดือนพฤศจิกายนปีนี้ ผมจะอายุครบ 50 ปี !!

เหลือเวลาทำงาน (ในราชการ) อีก 10 ปี คงจะได้เวลาทบทวนบทเรียนชีวิต และกำหนดทิศทางใช้เวลาที่เหลือกันเสียที

บางคนบอกว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข ผมก็รู้สึกเช่นนั้น ยังไม่รู้สึกว่าอวัยวะส่วนใดจะง่อยเปลี้ยอ่อนแรง ตอนอายุยี่สิบกว่า แบกเครื่องดนตรี ขนของ ตอนนี้ผมก็ยังแบกของถุงช้อปปิ้งของคุณนายได้อยู่ แบกกระสอบอาหารสุนัขใส่ท้ายรถ คว้าจอบเสียมขุดดินถางหญ้า ไม่รู้สึกแตกต่าง (ก็เหนื่อยเหมือนตอนอายุยี่สิบนั่นแหละ อายุเท่าไรก็เหนื่อยทั้งนั้น)

มีเรื่องสุขภาพที่ไม่สบายเป็นตับอ่อนอักเสบเมื่อปี 2542 แล้วก็ทำให้เป็นเบาหวานจนปัจจุบัน ก็รักษามาเรื่อยๆ กินยา ฉีดยา พบแพทย์ตามนัด

แต่ว่าเลข 50 มันทำให้ได้คิดว่าเหลือเวลาทำงานอีก 10 ปี ซึ่งถ้าเป็นสิบปีของเด็กๆ วัยรุ่น ก็ถือว่าเป็นเกือบ 90 % ของชีวิต แต่สิบปีของรุ่นผม มันเป็นเวลาไม่นานเลย ยิ่งบางคนอายุเลย 60 ไปไม่เท่าไร ก็ลาโลกนี้ไปเสียแล้ว คนเราต้องไม่ตั้งตนอยู่บนความประมาท

เมื่อมาทบทวนว่า 50 ปีที่ผ่านมานี้ ได้ทำอะไรไปแล้ว มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง ได้สร้างสะสมทรัพย์สมบัติไว้พอกินพอใช้ กับให้ลูกเต้าได้เป็นทุนเล่าเรียนหรือไม่

เมื่อได้พิจารณาแล้ว ถึงกับอึ้ง เพราะถ้าพิกลพิกาลไปในวันนี้ ก็คงจะไม่มีอะไรเหลือไว้ให้ลูก เพียงแต่ยังดีกว่าคนอื่นๆ บางคนที่เขาต้องหาเช้ากินค่ำ แต่เรามีเงินเดือน มีบ้าน มีรถ มีที่ดิน (ผืนเล็กๆ) มีประกันชีวิต มีเงินกองทุนต่างๆ มีเงิน ชพค. (ช่วยเพื่อนครู) อีกนิดหน่อย และแน่นอน ย่อมน้อยกว่าเพื่อนอีกหลายๆ คน ที่มีธุรกิจส่วนตัว หรือทำงานบริษัทตำแหน่งใหญ่ๆ มีเงินเดือนหกหลัก

หรือจะถามตัวเองว่า ที่ผ่านมาได้ทำประโยชน์อะไรให้กับโลกนี้บ้าง ก็คงจะมีมากกว่าบางคน และน้อยกว่าบางคนอีกเช่นกัน เช่นจบปริญญาเอก มีงานวิจัยที่สร้างความรู้ในเรื่องของยีสต์และไวน์ สอนลูกศิษย์ทั้งปริญญาตรี โท เอก จบไปหลายคน เคยเป็นผู้บริหาร พัฒนาหน่วยงานในมหาวิทยาลัยเท่าที่สติปัญญามีอยู่ โดยที่หัวหน้าเขาไม่ต้องการ และก็ได้เขี่ยเราออกจากตำแหน่งไปได้สมใจ

แล้วเวลาอีก 10 ปีที่เหลือ เราจะทำอะไรต่อไป

แม้ว่าที่ผ่านมาผมจะไม่เคยสนุกกับการสอนหนังสือเลย ไม่ชอบสอน ไม่ชอบเตรียมสอน ไม่ชอบออกข้อสอบ ไม่ชอบตรวจข้อสอบ ไม่ชอบตรวจการบ้าน ไม่ชอบตัดเกรด แต่ชีวิตนี้ได้เลือกแล้วในการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย มิอาจเป็นอื่น เป็นมาตั้งแต่เรียนจบ และต้องเป็นต่อไป

เงินเดือนแม้ไม่มากมาย แต่เราก็พอมีพอใช้ ไม่ลำบากเท่าเพื่อนที่ค้าขายที่ต้องหมุนเงินเป็นชิงช้าสวรรค์

ความสุขความพอใจของการทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์บางคนทำงานอย่างบ้าระห่ำนั้น ก็ยังพบได้ในงานของผม ซึ่งจะได้รับเมื่อลูกศิษย์บางคนได้ดิบได้ดี แล้วยังโทรมาหาในวันครู หรือได้เห็นบัณฑิตกำลังจะเข้ารับพระราชทานปริญญา ได้เห็นเด็กๆ เมื่อวันวานกลายเป็นหัวหน้างาน ได้เห็นงานวิจัยที่ลูกศิษย์อดหลับอดนอนเฝ้าเก็บตัวอย่างได้ผลออกมาเป็นรูปเป็นเล่ม เป็นต้น

นอกจากนั้นก็การที่เอกชนหรือหน่วยงานอื่นเขาเชิญไปช่วยทำโน่นทำนี่ บางทีก็มีใครไม่รู้มาอ่านเว็บบทความของเราแล้วมาแสดงความคิดเห็น บ้างก็ขอบคุณที่เอาข้อมูลมาเผยแพร่

ดังนั้นเป้าหมายอนาคตใน 10 ปีที่จะมาถึงของผม ก็จะเป็นการทำงานด้านวิชาการ ถึงแม้จะขี้เกียจเขียนหนังสือตำรา เพื่อขอตำแหน่งให้เป็น รศ. หรือ ศ. กับเขาบ้าง แต่ก็คงต้องพยายามเข็น แล้วก็หาลูกศิษย์เก่งๆ มาทำวิจัยระดับ ป. โท ป. เอก เหมือนเมื่อก่อนที่เคยมีลูกศิษย์เต็มห้องแล๊บ

ส่วนเรื่องงานบริหารนั้นคงจะพอกันที รู้ตัวว่าไม่เหมาะกับงานแบบนี้ แม้จะชอบการเป็นผู้นำ แต่ก็เหมาะกับจะนำคนที่ต้องเชื่อฟังเราร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่นลูกศิษย์ทำวิทยานิพนธ์ เพราะเราเอาใจคนไม่เป็น พูดจาขวานผ่าซาก เอาแต่ใจ ขี้งอน แถมชอบค่อนแคะ ผู้บังคับบัญชาก็ไม่ชอบ ลูกน้องก็ไม่ชอบ

ดังนั้นคนทำเหล้าทั้งหลายที่เป็นเครือข่ายในเว็บสุราไทยของผม ก็คงใจชื้น ว่าจะมี ดร. เจริญ ไว้คอยจัดสัมมนา เพิ่มความรู้กันเรื่อยๆ เหมือนที่เคยเป็นมา

เกี่ยวกับ drcharoen

Professor
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Life คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

1 ตอบกลับที่ อายุห้าสิบยังแจ๋ว

  1. jamjam พูดว่า:

    อ่านแล้วดีจังค่ะอาจารย์ ทำให้หันมาคิดว่าสิ่งที่เรากำลังเลือกเดินต้องเดินต่อไปและทำให้ดีกว่าเวลาที่เคยสูญเสียไป และคิดทบทวบให้ดีจะทำอะไรในอนาคต

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s