อธิการบดี มหา’ลัย สถานะที่อยู่บน “เส้นด้าย”

บทความนี้เขียนโดย เสมาธิการ ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ฉบับ 24 มิ.ย. 2551 หน้า 40 ผมหา link ในเว็บไม่เจอเลยต้องมาพิมพ์ใหม่เก็บไว้อ่าน มิได้มีเจตนาจะพูดถึงผู้ใด

รณีสภามหาวิทยาลัยราชภัฎรำไพพรรณี มีมติถอดถอนอธิการบดี ออกจากตำแหน่ง เป็นการตอกย้ำให้เห็นอีกครั้งว่าสถานะของผู้บริหารมหาวิทยาลัยยุคนี้ ไม่ได้ “มั่นคง” เหมือนแต่ก่อน

อย่างน้อย กรณีล่าสุด ก็แสดงให้เห็นว่า สภามหาวิทยาลัยเริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจังในการพิจารณาและตรวจสอบการบริหารงานของอธิการบดี

จากกรณีมหาวิทยาลัยราชภัฎกาฬสินธุ์มาถึงมหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม และล่าสุดมหาวิทยาลัยราชภัฎรำไพพรรณี ทำให้วงการอุดมศึกษาสั่นสะเทือนพอสมควร เพราะไม่ปรากฎบ่อยนักที่สภามหาวิทยาลัยมีมติ “ปลด” อธิการบดีออกจากตำแหน่ง และที่สำคัญคือ เกิดขึ้นในระยะเวลาไม่ห่างกันมากนัก

และนี่อาจไม่ใช่กรณีสุดท้ายที่เกิดขึ้นเพราะในกลุ่มหาวิทยาลัยราชภัฎเอง นอกจากผู้บริหารจะมีปัญหาในการบริหาร และเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นแล้ว แม้แต่การสรรหาอธิการบดียังเป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น

ไม่เว้นแม้แต่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่แม้จะสรรหาอธิการบดีเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถแต่งตั้งได้ เพราะถูกร้องเรียนว่า กระบวนการสรรหาไม่มีความโปร่งใส

ดังนั้น จะเห็นว่า ตำแหน่งอธิการบดี เป็นตำแหน่งที่ถูกจับตามองมากในระยะเวลานี้ และที่สำคัญ ผู้เป็นอธิการบดีกำลังถูกตรวจสอบจากประชาคม และสภามหาวิทยาลัยอย่างจริงจังต่างจากเมื่อก่อน ที่ผู้ตรวจสอบอธิการบดีและพรรคพวก มักเป็นฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น

สิ่งที่น่าสนใจ คือ สถานะที่เริ่มไม่มั่นคงของอธิการบดี “สะท้อน” อะไรในวงการอุดมศึกษา

ถ้าหากการถอดถอนอธิการบดี เป็น “ปลายเหตุ” ของปัญหาที่เกิดขึ้น ก็ต้องย้อนกลับไปดูว่า ต้นเหตุของปัญหาทั้งหลายอยู่ที่ใด?

การที่อธิการบดีถูกสภามหาวิทยาลัยถอดถอนจากตำแหน่ง มีคำถามตามมามากมาย และหนึ่งในคำถามนั้น คือ ใครเป็นผู้เลือกอธิการบดี

เพราะการเลือกอธิการบดีในมหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่ง ใช้กระบวนการ “สรรหา” โดยสภามหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากภายในและภายนอก

มหาวิทยาลัยใดที่ใช้กระบวนการสรรหาที่ไม่โปร่งใสมาแต่แรก เช่น มีการพิจารณาตัวบุคคลโดยใช้ระบบพวกพ้องมากกว่าความรู้ความสามารถ ยอ่มก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย

นั่นเพราะบุคคลที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งอธิการบดีด้วยระบบพวกพ้อง ก็จะบริหารงานเพื่อรักษาประโยชน์ของพวกพ้องเป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของมหาวิทยาลัย

ผู้บริหารประเภทนี้ มักไม่มีแผนในการพัฒนามหาวิทยาลัยในเชิงวิสัยทัศน์ แต่จะมีแผนสำหรับการเอื้อประโยชน์เพื่อสร้างฐานคะแนนนิยมในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะผู้ที่ขึ้นมาเป็นอธิการบดีสมัยแรก ก็จะบริหารด้วยวิธีการวางเครือข่าย และสร้างคะแนนนิยมในหมู่อาจารย์และเจ้าหน้าที่ เพื่อกรุยทางไปสู่การเป็นอธิการบดีสมัยที่สอง

ที่สำคัญคือ การบริหารโดยเอื้อประโยชน์ต่อกรรมการสภามหาวิทยาลัยบางคน ที่เป็นพวกพ้องของตัวเอง และยังเอื้อไปถึงการเสนอผลประโยชน์ให้แก่ฝ่ายตรงข้ามทั้งคนที่อยู่ในสภา และในมหาวิทยาลัย เป็นการบริหารเพื่อให้มั่นใจว่า “เก้าอี้” ของตัวเองจะเหนียวแน่นและไม่สั่นคลอนง่ายๆ

ผู้บริหารที่ทำงานแบบ “หว่าน” ผลประโยชน์ไปทั่วมหาวิทยาลัย จึงมักมีโครงการตอบแทนผลประโยชน์ให้แก่บุคลากรในองค์กรอย่างต่อเนื่อง เช่น ใช้งบไปศึกษาดูงานต่างประเทศ แต่แท้จริงแล้ว เป็นการใช้งบราชการไป “เที่ยว”

ยิ่งหากใกล้หมดวาระการดำรงตำแหน่ง อธิการบดีจะพยายามต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของคณาจารย์และเจ้าหน้าที่อย่างแข็งขันเป็นกรณีพิเศษ เช่น การเสนอให้ค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ และสวัสดิการต่างๆ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ แทบไม่เคลื่อนไหวในเรื่องดังกล่าวเลย

แม้อธิการบดีจะสามารถทำให้พรรคพวกรวมถึงฝ่ายตรงข้ามบางคนมาสวามิภักดิ์ได้สำเร็จ แต่นักศึกษา ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ในมหาวิทยาลัย กลับไม่ได้รับการตอบแทนใดๆ จากผู้บริหาร เพราะนักศึกษาไม่มีสิทธิมีเสียงในการเลือกอธิการบดี

ยิ่งอธิการบดีต้องบริหารอยู่บนการจัดสรรผลประโยชน์ให้ลงตัวมากเท่าใด มหาวิทยาลัยก็แทบไม่ได้อะไรเลยมากเท่านั้น

เพราะแม้อธิการบดีจะให้ผลประโยชน์แก่บุคลากรในมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ จนดูว่าเป็นการสร้างขวัญ กำลังใจให้แก่บุคลากร แต่การให้อย่าง “ประชานิยม” มีส่วนทำให้บุคลากรบางส่วนเกิดความ “เคยตัว” ไม่ตั้งใจทำงาน สนใจแต่การประจบสอพลอ หรือการเสนอ “หน้า” ให้ผู้บริหารเห็นบ่อยๆ แต่ไม่ทำงาน เป็นหนทางแห่งความเจริญก้าวหน้าของบุคลากรจำพวกนี้

เมื่อเป็นเช่นนี้ มหาวิทยาลัยจึงถูก “บอนไซ” ไปโดยปริยาย เพราะอธิการบดีบริหารด้วยการ “เลี้ยง” คน แต่มหาวิทยาลัยหยุดการเจริญเติบโต เพราะบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยไม่ทำงาน สนใจแต่จะกอบโกยผลประโยชน์ของตัวเอง

และแน่นอนว่า เมื่อตัวเองได้ผลประโยชน์ ก็จะพยายามสนับสนุนผู้บริหารคนเดิมให้กลับมาดำรงตำแหน่ง ด้วยเหตุผลที่เข้าข้างตัวเองว่า ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ เป็นที่รักของคนในมหาวิทยาลัย เป็นผู้ที่สามารถสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา สมควรที่จะได้ทำงานสานนโยบายต่อไป

สภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยหลายแห่งมาหลายสิบปีแล้ว มหาวิทยาลัยบางแห่งมีผู้บริหารคนเดิมติดต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน บางคนใช้วิธีการแท็กทีมสลับกันขึ้นสู่ตำแหน่ง เพื่อไม่ให้ดูน่าเกลียด แต่ประชาคมภายในรู้ดีว่าเป็นพวกพ้อง และไม่ได้มีแนวคิดแตกต่างกัน

จากสภาวะดังกล่าว มาจนถึงปัจจุบัน ที่สภามหาวิทยาลัยเริ่มมีการถอดถอนอธิการบดีออกจากตำแหน่ง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะสภาไม่สามารถแบกรับการบริหารที่ล้มเหลวและข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตที่ยิ่งหนักข้อขึ้นทุกวัน ทำให้สภา ต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เพราะหากสภา ยังเพิกเฉยเหมือนที่ผ่านๆ มา ก็จะถูกกดดันจากประชาคม ที่ระยะหลังประชาคมหลายแห่งเริ่มหูตาสว่างมากขึ้น และได้ร่วมกันพยายามกำจัด “เหลือบ” ที่หากินกับมหาวิทยาลัยมาอย่างยาวนาน

การที่สภามหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มจับตาพฤติกรรมการบริหารงานของอธิการบดีอย่างตาไม่กระพริบมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสังคมไทยเริ่มถามหา “ธรรมาภิบาล” ของผู้บริหารอย่างจริงจัง และมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่มีผู้บริหารฉ้อฉล เริ่มล้าหลัง จนเสี่ยงต่อการล้มเหลวอย่างกู่ไม่กลับ

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ทำให้สถานะของอธิการบดีเริ่มสั่นคลอน และชะตากรรมของอธิการบดีเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย

แต่เส้นด้ายที่ว่านี้สงวนไว้เฉพาะผู้บริหารหรืออธิการบดีที่ “กังฉิน” เท่านั้น

เกี่ยวกับ drcharoen

Professor
เรื่องนี้ถูกเขียนใน Work และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s