นักดนตรีเมืองนอก

เมื่อผมจบการศึกษาจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร และจบจากวงจุยแล้ว ได้บรรจุเข้ารับราชการที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตปทุมธานี เมื่อปี 2529 ในระหว่างที่เป็นอาจารย์อยู่นั้น ก็ใช้เวลาว่างนั่งเขียนเพลงเรียบเรียงเสียงประสานให้วง แถมยังหอบหิ้วไส้กรอกที่ผลิตที่วิทยาเขต มาให้เพื่อนฝูงที่วงเอาไปแกล้มเหล้า จนมีเรื่องเล่าอมตะ คือวันหนึ่งสอนนักศึกษาให้ทำไส้กรอก ซึ่งในระหว่างผลิต ต้องเอาเทอร์โมมิเตอร์ที่มีหน้าปัดเป็นแก้วไปวัดอุณหภูมิในเนื้อที่กำลังบดสับอยู่ในเครื่อง ปรากฎว่าลูกศิษย์ทำหลุดมือ เทอร์โมมิเตอร์หล่นลงไป โดนใบมีดของเครื่องสับ (Silent cutter) ตีจนแตกเสียหาย เราก็ให้เด็กเก็บเศษแก้วออกทิ้ง แต่เนื้อที่บดนั้นก็นำเอาไปยัดไส้ ผลิตไส้กรอกตามปกติ แต่แยกไว้ไม่จำหน่าย แล้วผมก็ใส่ท้ายรถเอากลับบ้าน แต่บังเอิญไป drink กับพรรคพวกที่ร้าน ส. คาเฟ่ เกิดกับแกล้มหมด จะสั่งเพิ่มเงินก็ร่อยหรอ เลยบอก “เฮ้ย ในรถ (กู) มีไส้กรอกอยู่” ก็เลยเอามาให้ร้านทำยำไส้กรอกมากิน คนโชคดีคือวิโรจน์ กำลังเคี้ยวไส้กรอกอยู่เพลินๆ อยู่ๆ ต้องสะดุดกึ๊ก “เฮ้ย อะไรวะ” “อ๋อ ปรอทของ (กู) ลูกศิษย์ทำหล่น” นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่ากินของฟรี

ได้ทุนเรียนเมืองนอก

ในขณะที่ทำงานอยู่ที่ปทุมฯ ได้ไปสอบชิงทุนโคลอมโบ หลักสูตรปริญญาโท สาขาวิศวกรรมอาหาร พอดีช่วงนั้นกำลังฟิตภาษาอังกฤษ ไปเรียนพิเศษที่จันทเกษม และที่วิทยาเขตก็มีอาจารย์ภาษาอังกฤษช่วยติวให้ เลยสอบ TOEFL ได้ตั้ง 570 และเมื่อไปสอบที่สถานทูตออสเตรเลีย ก็ผ่านฉลุย เลยได้ทุนไปเรียนออสเตรเลีย ที่มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ (University of New South Wales) อยู่ที่เมืองซิดนีย์ ซึ่งเป็นเมืองท่าและเมืองใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย เป็นเมืองหลวงของรัฐนิวเซาท์เวลส์ วันที่จะขึ้นเครื่องบินเดินทางเมื่อต้นปี 2531 ก็มีงานเลี้ยงส่งกันที่บ้าน พวกจุยก็ไป drink กันเต็มบ้าน หลายคนอยู่จนสว่าง รุ่งเช้าพี่จี๊ด กับต้อม ถือแก้วเหล้าไปส่งถึงสนามบิน ให้เป็นที่รังเกียจของนักเดินทางทั่วไปเป็นยิ่งนัก
หลักสูตรปริญญาโทของที่นั่น ใช้เวลาเพียง 2 ปี แต่เมื่อเรียนจบแล้ว ผมทำเรื่องขอเรียนปริญญาเอกต่อ โดยเลือกเรียนด้านยีสต์ในการทำไวน์ เพราะที่สถาบันฯ ต้นสังกัด ผู้บริหารชอบเรื่องไวน์มาก สนับสนุนการทำไวน์ และอาจารย์ที่ปรึกษาของผม ก็เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องยีสต์ในการหมักไวน์ เป็นที่ยอมรับทั่วโลก ก็เลยได้เรียนปริญญาเอก โดยใช้ทุนของสถาบันฯ

หนทางสู่นักดนตรีเมืองนอก

ในเมืองซิดนีย์ช่วงนั้นคือปี 2534 – 38 นักเรียนไทยที่ไปทุนส่วนตัว หรือแม้แต่ทุนรัฐบาล ก็มักจะหางานพิเศษทำช่วงกลางคืน คือไปเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารไทย หรือเป็นผู้ช่วยพ่อครัว (Kitchen hands) ผมก็ได้ไปลองทำอยู่พักหนึ่งที่ร้านอาหารฝรั่ง ก็สมัครไปเองตามที่เขาประกาศรับในหนังสือพิมพ์นี่แหละ ส่วนร้านอาหารไทยเขาจะมีพรรคพวกกันบอกต่อ คนไปสมัครเองมักไม่ค่อยได้ เพราะคนไทยในซิดนีย์มีเยอะ แย่งงานกันเองอยู่แล้ว แต่การทำงานในร้านอาหารของผมไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก เพราะพอกำลังจะเริ่มทำงานเก่ง ก็ต้องขาดงานบ่อย เพราะไปทำกิจกรรม เป็นนายกสมาคมนักเรียนไทยแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ ไปจัดงานไทยไนท์ งานกีฬานักเรียนไทย งานอะไรต่างๆ

ปรากฏว่าในวงการร้านอาหารไทยในเมืองซิดนีย์ เกิดปรากฏการณ์ใหม่ คือมีวงดนตรีเล่นที่ร้านอาหารร้านหนึ่ง เครื่องดนตรีแค่ 2 ชิ้น คือคีย์บอร์ดกับกีตาร์ แต่เปิดบริการเฉพาะช่วงดึกๆ เพราะตอนหัวค่ำ จัดเป็นร้านอาหารไทย ให้ฝรั่งมารับประทาน พอตอนดึก แขกกลับหมด ก็เปิดให้คนไทยมาเที่ยว คนที่มาเที่ยวส่วนมาก ก็เป็นคนทำงานร้านอาหาร พอเลิกงานจากร้านของตัว ก็กลับบ้านอาบน้ำแต่งตัว ออกมาเที่ยว กว่าจะเริ่มสนุกกัน ก็เที่ยงคืน และจะเลิกก็ตี 4 ตี 5

พอทราบข่าว ผมก็เลยไปนั่งฟังพร้อมเพื่อนๆ 2 – 3 คน เขาใช้คีย์บอร์ดแบบ Auto accompaniment  คือมือซ้ายกดคอร์ด ก็จะมีเสียงจังหวะกลองและเบสให้เสร็จ แถมมีกลอง Rhythm box ของ BOSS ที่โปรแกรมจังหวะได้ ทำให้ได้เสียงกลองเหมือนจริงมาก เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับผมในเวลานั้น เพราะเคยเล่นแต่จุยวงใหญ่

ไม่นานก็มีร้านอาหารที่รู้จักกัน ติดต่อให้ผมทำวงไปเล่นบ้าง ทำให้ผมต้องไปแวะเวียนที่ร้านเครื่องดนตรี ซึ่งที่ซิดนีย์ ไม่ได้กองกันอยู่ที่เวิ้งนครเขษมแห่งเดียว แต่จะเลือกไปร้านไหนก็แล้วแต่ว่าร้านนั้นขายเครื่องยี่ห้ออะไรบ้าง เน้นเครื่องดนตรีอะไร ผมไปได้คีย์บอร์ดของ Yamaha รุ่น SY55 ที่มีซีเควนเซอร์ในตัว คือสามารถโปรแกรมเพลงทำเสียงกลองเสียงเบสไว้ล่วงหน้า ส่วนเพลงที่ไม่ได้โปรแกรมไว้ ก็เล่นเอาเอง โดยแบ่งคีย์บอร์ดออกเป็น 2 ส่วน ส่วนซ้ายไว้เล่นเสียงเบส ส่วนขวาเล่นเสียงคอร์ดหรือโซโล และใช้ Drum machine คือเครื่องทำเสียงกลอง ให้จังหวะ แล้วก็หาเพื่อนมาเล่นกีตาร์อีกคน และระยะต่อมาก็ได้ปรับปรุงเครื่องมืออุปกรณ์ให้ยุ่งเหยิงมากขึ้น และมีนักร้องสลับมาร้องหลายคน เป็นที่นิยมของคนไทยในซิดนีย์ ที่ต้องไปเที่ยวดื่มกินเต้นที่ร้านไทยออร์คิด ที่นอร์ธซิดนีย์ ทุกวันเสาร์

อุปกรณ์ดนตรีไฮเทค

เครื่องดนตรีของผม ในช่วงที่ลงตัวแล้ว มีคีย์บอร์ด 2 ตัว คือ Yamaha SY55 กับ Yamaha V50 ซึ่งมีซีเควนเซอร์ในตัวทั้งคู่ ในระยะหลังทำโปรแกรมเพลงเองไม่ไหว เพราะเพลงใหม่ออกมาอยู่เรื่อย ต้องแข่งขันกับอีกวงนึง ขืนทำเพลงเองหมด ไม่เป็นอันทำวิทยานิพนธ์ เลยต้องสั่งเพลงมาจากเมืองไทย เวลานักร้องของวงไปเมืองไทย ก็จะถือแผ่นเพลงมาให้ หรือไปก๊อบจากอีกวงหนึ่งมา (ระยะหลังเราแชร์เพลงกัน ทั้งทำเองและที่สั่งมา) และผมได้ซื้อซีเควนเซอร์ของ Roland รุ่น MC50 ซึ่งเป็นที่นิยมมาก และมีเพลงที่ทำจากเมืองไทย ที่ใช้กับเครื่องนี้มากมาย แต่ข้อเสียคือการโหลดเพลงจากแผ่นดิส ใช้เวลานาน โดยเฉพาะในตอนเล่นเพลงดิ้น แขกกำลังเต้นๆ อยู่ พอจบเพลงต้องยืนรอโหลดเพลงใหม่นาน ผมก็มีอีกเครื่องหนึ่ง ที่อ่านแผ่นโดยตรง ไม่ต้องโหลด คือ Yamaha DRC-20 โดยเราจะต้องเปิดเพลงจาก MC-50 ผ่านสาย midi (Musical instrument digital interface) ไปเข้า DRC-20 แล้ว save ลงแผ่นไว้นอกจากนั้นในการเล่นเพลงที่ไม่มีซีเควนส์ ก็จะใช้เสียงกลองจาก Drum machine ของ Alesis รุ่น SR-16 กลองรุ่นนี้ผมชอบมาก นอกจากเสียงจะระดับพระกาฬแล้ว ยังสามารถเปิดจังหวะให้มีจังหวะส่งได้ โดยใช้ pedal เท้าเหยียบ คือพอจะถึงช่วงส่งกลอง ก็เหยียบ pedal จังหวะก็จะส่งกลองให้ทันที หรือจะเริ่มจะหยุด ก็เหยียบอีก pedal หนึ่ง ที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือ สามารถใช้เครื่องเดียวกันนี้ รับสัญญาณ midi จากเครื่องเล่นแผ่นซีเควนส์ เล่นเสียงกลองของเพลงที่โปรแกรมเอาไว้ ร่วมกับเสียงดนตรีอื่นๆ ที่ส่งสัญญาณไปที่คีย์บอร์ด หรือที่เครื่องทำเสียงดนตรี (Sound module) เพราะผมไม่ชอบเสียงกลองของคีย์บอรด เพราะรู้สึกว่าบางไป ไม่หนักแน่น และกระป๋องๆ ไม่เหมือนจริง

อีกเครื่องหนึ่งที่ผมซื้อตั้งแต่เพิ่งวางตลาดใหม่ๆ และในระยะหลัง กลายเป็นมาตรฐานของวงการดนตรีที่ใช้ซีเควนส์ คือ Roland Sound Canvas SC-55 ซึ่งเป็น Sound module ที่ใช้มาตรฐาน GM คือ General Midi คือเมื่อก่อน คีย์บอร์ดหรือเครื่องทำเสียงแต่ละยี่ห้อ ก็ใช้เลขสำหรับเลือกเสียงไม่เหมือนกัน เช่นถ้าเลือกปุ่มเลข 001 จะได้เสียงเปียโนในเครื่องยี่ห้อหนึ่ง แต่อาจเป็นเสียงทรัมเปตในเครื่องอีกยี่ห้อหนึ่ง แต่ถ้าใช้มาตรฐานนี้ เลข 001 จะเป็นเสียงเปียโนเหมือนกันหมด ส่วนเบสก็เลข 034 เป็นต้น

ส่วนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผมก็ใช้ Cakewalk ตั้งแต่ยังเป็น version ที่ใช้ในระบบปฏิบัติการ DOS แต่ก็ยังไม่ชอบใช้เท่าไร เพราะยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าสมัยนี้

เล่นดนตรีให้คนไทยฟังที่ร้านอาหารไทย

วงการคนกลางคืน

ทำงานเป็นนักดนตรีแค่สัปดาห์ละวันเดียว ก็มีรายได้มากกว่าเป็น kitchen hand ทั้งอาทิตย์ แต่ต้องลงทุนเครื่องดนตรีเยอะหน่อย พอนานไปก็คุ้ม ผมก็เลยไม่ได้ทำงานร้านอาหารอีกเลย แต่กลายเป็นว่า ผมรู้จักคนในวงการร้านอาหารไทยเยอะมาก ทั้งเจ้าของร้านและพนักงาน ต่างก็มาฟังเพลง หลายๆ คนเป็นแขกประจำ ชอบขึ้นมาร้องเพลง โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่ง โชคดีที่มีประสบการณ์จาก “จุย” มากมาย ไม่ว่าจะขอเพลงอะไร เล่นได้หมด เพลงไหนไม่รู้จักก็มั่วๆ ตามคนร้องเรื่อยไป ก็เล่นไปได้ ช่วงเริ่มเล่นใหม่ๆ คนไทยในซิดนีย์ตื่นเต้นมาก คนล้นร้าน ดิ้นจังหวะสามช่าจนสว่างคาตา และมีฝรั่ง 3- 4 คน ชอบฟังเพลงไทย ก็มาเป็นประจำ จนมีเพื่อนเป็นฝรั่งก็พวกที่มาฟังเพลงนี่แหละ

คนไทยที่ทำงานร้านอาหารที่เมืองนอก มาจากผู้คนหลากหลาย แต่เมื่อมาอยู่ซิดนีย์ ธรรมเนียมคนออสซี่ถือว่าทุกคนเท่าเทียมกัน แม้นายกรัฐมนตรี ยังเคยถูกตำรวจปรับ ฐานไม่รัดเข็มขัดนิรภัยในรถ ดังนั้นทุกคนจะสนุกสนานกันโดยไม่แบ่งชั้นวรรณะ เวลากลับเมืองไทยก็ได้ชื่อว่าเคยทำงานต่างประเทศ เป็น Chef เป็น Waiter Waitress แต่ก็นั่นแหละ คนเที่ยวกลางคืนย่อมไม่ใช่นักวิชาการคงแก่เรียน หรือคุณหนู คุณชาย อาชีพนักดนตรีเมืองนอก จึงได้พบผู้คนหลายแบบ ชนิดที่นักเรียนนอกทั่วไป ไม่น่าจะเคยเจอ

เช่น “เบิร์ดออสซี่” เขาเข้าเมืองออสซี่ด้วยการ import โดยร้านอาหารญี่ปุ่น ให้มาเป็นผู้ช่วยพ่อครัว และในที่สุดก็เป็นเชฟอาหารญี่ปุ่นมือฉมัง แต่ด้วยความชอบเพลงของพี่เบิร์ด แบบสุดๆ และเขาสามารถร้องเพลงเบิร์ดและเต้นประกอบให้คนดูสนุกสนาน คุยกับแขกเก่ง ทำให้กลายเป็นนักร้องยอดนิยมของ วงการได้อย่างง่ายดาย เวลาที่เราจัดงานคอนเสิร์ตของชาวไทยในซิดนีย์ ต้องมีเบิร์ดออสซี่

ยังไม่เท่าไร ยังมีนักเที่ยวตัวยง คุณพ่อเป็นคนมีตัง พ่อเจ้าประคุณทำงานร้านอาหาร แต่เลี้ยงพวกไว้เยอะแยะ เวลามาเที่ยวมากันเป็นทีม แกมีนิสัยเรียบร้อยอ่อนน้อมมาก แต่พอดื่มไปแล้ว ใกล้ๆ เลิก จะต้องได้ขึ้นมาร้องเพลง โดยเฉพาะเพลงห้องเบอร์ห้า มีอยู่ครั้งหนึ่งผม “ปิดวง” โดยไม่ได้เชิญแกขึ้นมาร้อง ทำให้ได้เรื่อง มีการโยนแก้วขึ้นมาบนเวที และร่ำๆ จะเกิดมวยระหว่างนักดนตรีกับผู้ฟัง พอเมาแล้วกลายเป็นนักเลงขึ้นมาได้ ปัจจุบันเป็นนักการเมืองระดับท้องถิ่นแถวถนนเพชรเกษม

ผมมีนักร้องนักกีตาร์เพลงเพื่อชีวิต ชื่อ “แผน พิราบขาว” เคยออกเทปวงพิราบขาว แกร้องเพลงเพื่อชีวิตเสียงดีมาก ร้องเพลงลูกทุ่งก็เก่ง แถมเล่นกีตาร์ประกอบไปด้วย โดยมีชั้นเชิงการเล่นกับแขกให้สนุกสนานเป็นกันเอง เริ่มรู้จักกันเมื่อแกแต่งงานกับผู้หญิงออสซี่ ที่ไปหลงไหลเสียงเพลงของแกที่เมืองไทย ก็เลยแต่งงานพามาอยู่ด้วย แต่ปรากฏว่านิสัยไปกันไม่ได้ ฝรั่งเขาถือว่า ผู้ชายถ้าแต่งงานแล้ว ต้องรักเมียรักบ้าน ไม่เที่ยวเตร่ แต่พี่แผนของเรา ได้พบสังคมคนกลางคืนของชาวไทยในซิดนีย์ และมักจะชวนผมพาไปแจมดนตรีที่นั่นที่นี่ (ตอนหลังเริ่มมีดนตรีเพิ่มขึ้นเป็น 4 วง) แจมทั้งดนตรีแจมทั้งดื่มสุรา ทำให้ภรรยาไม่พอใจ จนเลิกกันไปในที่สุด แต่แกก็ได้เป็นประชากรของออสเตรเลียไปแล้ว ก็เลยทำมาหากินเป็นนักดนตรีนักร้อง จนผมกลับเมืองไทย แต่ก็มีปัญหาการเงินไม่สิ้นสุด เพราะไปติดเครื่องสล๊อตแมชีน ซึ่งที่ซิดนีย์ตามผับและคลับต่างๆ จะมีเครื่องหยอดเหรียญเล่นพนันแบบนี้เยอะมาก ระยะหลังทราบว่ากลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว

ร่วมมือกับดิสโก้เธคจัดดนตรีเก็บค่าผ่านประตู ทางร้านขายเครื่องดื่ม

ผมได้เพื่อนคนไทยที่ถือสัญชาติออสเตรเลียคนหนึ่งจากการเล่นดนตรี วันหนึ่งไปเล่นดนตรีที่บ้านคนไทย ก็พบหนุ่มคนนี้ ทำท่าทางสนใจเครื่องดนตรี ภายหลังทราบว่าเขาเล่นกีตาร์เก่ง เลยชวนมาเล่นดนตรีด้วยกัน ทั้งๆ ที่เขามีงานประจำเป็นช่างทาสีเครื่องบิน อยู่สายการบินแควนตัส ไม่ใช่ถือแปรงทาสีแบบธรรมดา แต่ทาสีเครื่องบินนะครับท่าน ลำใหญ่กว่าบ้านหลายเท่า แต่ก็ต้องมาหัวหกก้นขวิดเล่นดนตรีกับผม บางครั้งเล่นดนตรีเลิกตอนเช้า ต้องไปเข้างานที่สนามบินต่อ แต่แกนิสัยดี รับผิดชอบ โอบอ้อมอารี มีน้ำใจ ฯลฯ ที่สำคัญเล่นกีตาร์เก่งมาก โซโลเพลง Still got the blues กับ Rock Bottom ได้จบเพลงไม่มีปัญหา หรือจะ Hotel California ก็เล่นกันประจำ เมื่อผมเลิกเล่นดนตรีกลับเมืองไทย เขาก็เลิก และกลับไปทำงานสายการบินอย่างเดียว ปัจจุบันก็ยังติดต่อกันอยู่ ใครจะไปซิดนีย์ไปอาศัยนอนได้ แต่บ้านแกอยู่นอกเมืองไปหน่อยอาจจะไม่สะดวกสำหรับคนที่จะไปเที่ยว

เล่น back up ให้ยุทธการขยับเหงือก (เห็นโน้ตอุดมมั้ย)

นักดนตรีกับสุขภาพ

หลายคนคงทราบว่าผมเคยป่วยหนักเข้าโรงพยาบาลเป็นเดือน เกือบไม่รอดมาแล้ว ทั้งนี้เป็นเพราะดื่มเหล้า ก็คงต้องยกความดีความชอบให้การเล่นดนตรี เป็นส่วนหนึ่ง เพราะเวลาเล่นดนตรีที่ซิดนีย์นั้น เนื่องจากแขกที่มาฟังส่วนใหญ่ เป็นขาประจำ ที่รู้จักกันดี และมักจะส่งน้ำส่งเบียร์ขึ้นมาบำรุงร่างกายนักดนตรีอย่างสม่ำเสมอ ที่นั่นนิยมดื่มเบียร์กระป๋อง เรียกว่ากระป๋องแรกยังไม่ทันหมด ก็มีส่งขึ้นมาเรียงรายรออยู่เป็นแถว ด้วยน้ำใจของนักดื่ม เวลานักเรียนไทยเรากันเองมีงานเลี้ยง งานปาร์ตี้ ไม่ว่าจะเป็นตอนกลางคืนที่บ้านใคร หรือตอนกลางวันไปปิ้งเนื้อบาบีคิวที่ปาร์ค ซึ่งเขาจะมีเตาไฟฟ้าติดตั้งไว้ไม่เสียเงิน พอจะปิ้งก็กดปุ่ม เตาก็จะร้อนขึ้นมาให้เราปิ้งเนื้อปิ้งไก่ได้ เวลาไปงานพวกนี้ เหล่านักเรียนไทย ก็จะยกเบียร์มากันเป็นลัง แม้จะต้องซื้อจากร้านจำหน่ายสุราโดยเฉพาะ แต่ก็หาไม่ยาก ทำให้ดื่มเบียร์กันเป็นว่าเล่น ตอนกลับมาเมืองไทยงี้ตัวอ้วนบวมมาเลย แต่ตอนนี้หุ่นดี เพราะไปนอนอดอาหารที่โรงพยาบาลมาหลายรอบแล้ว

เรื่องนี้คงเป็นอุทาหรณ์ให้กับน้องๆ ที่อยู่ในวัยดื่มเหล้า คือถ้าจะดื่มก็ให้รีบดื่มเสีย เมื่อถึงวัยอย่างพี่ๆ แล้ว น้องจะอดดื่ม อย่างเช่นพี่ๆ หลายคน เช่นผม พี่จี๊ด ต้อม พี่โด่ง เป็นต้น มีวิโรจคนเดียวที่ยังดื่มได้อยู่ ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะสุขภาพดี แต่เพราะไม่ยอมไปตรวจร่างกาย กลัวหมอห้าม แต่ใครอยากดื่มได้นานๆ ก็ควรจะดื่มแต่พอประมาณ อย่าให้แอลกอฮอล์มันไปทำลายอวัยวะภายในเสียก่อนเวลาอันควร

เล่นดนตรีครบวงในงานสงกรานต์ที่ Darling Harbour

ประสบการณ์ชีวิต

ปัจจุบันผมได้มีโอกาสกลับไปซิดนีย์อีก 2 ครั้ง พบว่าวงการดนตรีได้เหี่ยวเฉาไปแล้ว ไม่เหลือนักดนตรีและนักเที่ยวรุ่นเดิม หลายคนกลับมาเมืองไทยและขาดการติดต่อกันไป แต่มรดกทางดนตรีที่ผมได้รับมาจากการเป็นนักดนตรีที่ซิดนีย์นั้น ยังได้หอบหิ้วกลับมาเมืองไทยมากมาย ได้แก่คีย์บอร์ดพร้อมขาตั้ง sound module, drum machine, sequencer แม้แต่ไมโครโฟนและแผ่นเพลง midi อีกเป็นร้อยๆ เพลง ตลอดจนความเชี่ยวชาญในด้านดนตรีอิเลคโทรนิกส์ แม้ปัจจุบันจะไม่ค่อยได้เล่นดนตรี แต่ก็สามารถทำดนตรีประกอบรายการ “เกษตรติดดาว” ของเสียม หรือแม้จะแต่งเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือก็ยังได้ ส่วนการเรียบเรียงเสียงประสานเขียนโน้ตดนตรีก็จะไม่ค่อยคล่องเหมือนตอนจบเกษตรใหม่ๆ แต่เมื่อเหงาให้เรียบเรียงเพลง “แฟนเพลงจุย” ก็ใช้เวลาทบทวนนิดหน่อย

แต่ที่ผมว่าสำคัญที่สุด ก็คือการฝึกนิสัยให้ “ลุย” ตอนผมยังไม่เข้าวงจุย อาจจะมีนิสัยเป็นคุณหนู อยู่บ้านนอนห้องแอร์ตั้งแต่เด็ก มีรถขับตั้งแต่เรียนเตรียมอุดมฯ ได้มาฝึกขนเครื่อง ทำงานอย่างเท่าเทียมกันที่จุย และได้ฝึกเพิ่มขึ้นเมื่อต้องขนเครื่อง เล่นดนตรีเอาใจแขกที่ซิดนีย์ ทำให้ปัจจุบันแม้จะเป็นอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุรา แต่ก็ไม่อยู่บนหอคอยงาช้าง สามารถไปลุยกับคนทำเหล้าได้ ทำให้ได้รับการยอมรับทั้งวงการ นับว่าการเล่นดนตรี เป็นการฝึกคนที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง การที่น้องๆ รุ่นใหม่ ได้มาอยู่วงจุย ถือว่าได้ประโยชน์กับตนเองอย่างมหาศาลแล้ว

เกี่ยวกับ drcharoen

Professor
เรื่องนี้ถูกเขียนใน Music และติดป้ายกำกับ , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s